แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล่อมกลอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล่อมกลอน แสดงบทความทั้งหมด

๏ งามพิศุทธ์ดุจดอกไม้เจ้าฉายโฉม
ลูบประโลมลวงใจให้ไหวหวาม
หมื่นพันพจน์บทกวีคลี่นิยาม
มิเทียมงามทรามสวาทนารถอนงค์

ยามเจ้ายิ้มพริ้มละไมในวงพักตร์
เพ็ญรูปลักษณ์เพลินจิตพิศวง
ละมุนเนื้อเนตรทรายพรายประจง
โอ้อ่าองค์งามพร้อมละม่อมสะอางค์

ดุจไม้งามทรามสง่าในป่าเขา
เจ้างามเงาเพราพริ้มเมื่อริมสาง
แย้มกลิ่นกรุ่นละมุนหอมถนอมนาง
กลีบอ่อนบางภมรกล่อมถนอมนวล

ให้เจ้าชูช่อสวยด้วยศรีเจ้า
ประโลมเล้าโลกชื่นดื่นหอมหวน
ขจรกลิ่นขจายกรุ่น อุ่นอวล
แย้มยวนโสภา สง่างาม

ให้เจ้าชมโลกกว้างอย่างใจฝัน
ผ่านคืนวันสวยใสไร้ไหน่หนาม
เป็นไม้ดอกเติบกล้าใต้ฟ้าคราม
งดงามคู่หล้าจนราโรย

อนิจจา เจ้าเติบกล้าในป่าปูน
แวดล้อมบริบูรณ์ 'ผู้หิวโหย'
ภมร ภู่ ภุมริน ร่อนบินโบย
ชอนสายลมชายโชยมาชมนวล

มิทันแย้มกลีบเจ้าก็เยินยับ
สิ้นน้ำหวานรานลับไม่กลับหวน
เสื่อมทุกสิ่งทุกอย่าง เสื่อมทั้งมวล
กลีบนวลกร่อนค่า...เจ้าราโรย...

OOO


ขอบคุณปรับแก้โดย ธุลีดิน

๏ สวยปีกสีผีเสื้อระเรื่อฟ้า
กลางเวหาเหินหาวดูพราวเกลื่อน
งามระยับจับตาให้พร่าเลือน
ภาสวรยอนเยื้อนคอยเคลื่อนครา

สายแดดทอดผ่านเป็นม่านแสง
ริ้วจำแลงทอดย่านลงลานหญ้า
ระยิบวิบพริบพรายอวดสายตา
ระยับทาทาบทอลงล้อทาง

งามเงื่อนยูงฝูงเฝ้าอยู่เช้าค่ำ
ชวนดื่มด่ำพร่ำพร้องวงช้องหาง
รำแพนร่ายกรายกรีดประณีตบาง
เลื่อมรติสิกระจ่างมิร้างโรย

ลมรำเพยแผ่วผิวมาหวิวหวีด
ลุ่มสังคีตโลมเล้าผะผ่าวโผย
ระบำใบไกวกวัดระบัดโบย
พระพายโชยชายประทิ่นมารินราย

หลงถวิลกลิ่นแก้วที่แคล้วคล้อย
เมียงชม้อยพลอยอาลัยหวั่นใจหาย
นวลพธูตรู่ทิวามาร้างวาย
ริ้วระบายร่ายโรยระโหยแรง

ก่อนเคยกรุ่นกลิ่นอยู่ไม่รู้สิ้น
เป็นอาจิณร่ำอยู่ไม่รู้แหนง
ฟุ้งตลบอบอวลนวลเจ้าแพง
มาเหมือนแกล้งแล้งลาให้อาวรณ์

คงเช่นรักปักจิตสนิทซึ้ง
ยังรัดรึงตรึงสลักเกินหักถอน
ความซาบซ่านจารจดทุกบทตอน
มิเคยคลอนคลาไคลจากใจนาง

แล้ววันหนึ่งซึ้งรักก็หักหาย
ที่มั่นหมายกลายกลับลับเลือนห่าง
รติรสร้างนิราศสวาทจาง
ดวงใจนางพ่างสะทกเพียงอกพัง

สวยปีกสีผีเสื้อยังเรื่อฟ้า
ว่อนเวหาเหินหาวพราวสะพรั่ง
งามแดดสายฉายอาบฉาบใบบัง
ริ้วนวลปลั่งเรณูไหวลู่ลม

เหมือนอกหญิงไหวหวามในความรัก
มั่นใจภักดิ์หนึ่งชายหมายสู่สม
แต่น้ำคำใจชายคล้ายคลื่นลม
ที่หว่านพรมเรณูทุกผู้นาม

แรกหวานล้ำคำพลอดใช้ออดอ้อน
ใจบังอรหลงละเมอจนเพ้อพร่ำ
ไม่ทันเล่ห์ลมลวงของบ่วงคำ
ช่างกลับกลอกชอกช้ำน้ำใจชาย

คล้ายกลิ่นแก้วแผ่วโผยระโหยหวน
ให้รัญจวนถ้วนนิยามของความหมาย
แรกซึ้งซ่านนานนับก็วับวาย
เช่นใจชาย...กลายกลับ...รักอัปราฯ



๏ อวลอุ่นแสงอ่อนตอนตรู่สาง
ใยแมงมุมซับน้ำค้างกลางเหินหาว
ฉ่ำรวงรังพรั่งเม็ดเป็นเกล็ดพราว
งามวิบวาววับใสกับใยยวง

เย็นลมเย็นแผ่วพลิ้วมาริ้วรื่น
แมกไม้ดื่นส่ายไหวใบหล่นร่วง
กลิ่นผกาชายกรุ่นชวนอุ่นทรวง
ฤดีดวงไหวหวามทรามอนงค์

กระอายหมอกดอกดื่นชื่นน้ำค้าง
ไม่แรมร้างกิ่งก้านบานระหง
คลุมยอดไม้ไหวเอนเบนลู่ลง
ลุ่มพะวงโลมลูบจูบพะยอม

รื่นทิวามารตีศรีสว่าง
เจิดกระจ่างอวลละมุนอุ่นถนอม
เรืองอร่ามถิ่นคามดูงามพร้อม
ดั่งจะย้อมด้วยมณีรุจีรัตน์

เจ้าบินหลาหาคู่ได้อยู่เคียง
ร่ำจำเรียงเสียงใสใจประหวัด
เคียงคู่ครองปองอยู่ไม่รู้พลัด
ชีพสวัสดิ์ปลงปลิดไม่บิดเบือน

แว่วสกุณาป่าพงรับส่งทอด
จวบตลอดชลสินธุ์ทุกถิ่นเถื่อน
ครวญกังวานขานกล่อมล้อมเหย้าเรือน
มิรางเลือนลาลับกับสายลม

ภู่ภมรร่อนร่ายส่ายปีกทั่ว
คล้ายจะยั่วหยอกเย้าเฝ้าสู่สม
เกสรรักหวานหอมได้ดอมดม
ชวนภิรมย์ชมชิดสนิทนวล

อวลกลิ่นหอมพะยอมพันธุ์ของขวัญพี่
ช่อมาลีชูสล้างช่างหอมหวน
ดารดาษวาดแซมแต้มแต่งถ้วน
กรุ่นกลิ่นอวลอุ่นอยู่ไม่รู้วาย

ก้มจูบซับดอกอิ่มเจ้านิ่มเนื้อ
งามอะเคื้อวับแวมแย้มนวลฉาย
บ้างกลีบหล่นร่วงโรยลงโปรยปราย
ละไมม้ายเมืองแมนแดนโสภา

เพียงภิรมย์ชมชื่นจากตื่นฝัน
วิไลวรรณทุกสิ่งมิ่งเสน่หา
แจ่มกระจ่างพร่างพรายนัยนา
ดั่งมนตราห้วงยามงามตระการ

สร้อยบุปผามาลัยตั้งใจร้อย
อุบะห้อยกุหลาบคู่ชมพูหวาน
ร้อยด้วยรักจริงใจในดวงมาลย์
เพียงส่งผ่านรักแท้แด่พี่ยา

ให้ปลอบปลุกทุกขวัญกำนัลรัก
ชูใจภักดิ์สมมาดวาสนา
ให้รักอยู่ยืนยงคงคู่ฟ้า
ทุกรัตติทิวาอย่าร้างเลือนฯ



-๑-
เมฆครึ้มอึมครึมทะมึนฟ้า
สกุณาคืนถิ่นบินกลับขอน
สายลมครางอู้อยู่ซอกซอน
หน้าต่างบางตอนพะเยิบรัว

แล้วพลันดอกฝนก็หล่นร่วง
รับช่วงสายลมมาพรมทั่ว
รอบรายกายตนดูหม่นมัว
ซุกกายซบหัวกับโซฟา

ฉ่ำเย็นความเป็นมาแห่งฟ้าฝน
ร่วงหล่นตกเม็ดแล้วแตกพร่า
สายฝนสาดสายจากปลายฟ้า
งดงามนัยน์ตาที่พร่าจาง

บางงามยามเหงาในเงาเงียบ
เยือกยะเยียบเฉียบซ่านสะท้านร่าง
สะท้านลึกสะอึกอั้นให้ควั่นคว้าง
เวิ้งว้างว่างวายรายรอบตัว

อาจดวงตาหม่นมัวสลัวเศร้า
จึงหลากเหงาโถมทับไปถ้วนทั่ว
ล้อมกายในอาณาจักรความหวาดกลัว
กรีดระรัวร้าวรานอยู่ด้านใน

ใช่! ฉันเหงา เหงาลึกจนนึกหวั่น
จนตะครั่นสั่นรัวจนตัวไหว
จนสะอื้นรื้นร้าวท่าวทบใจ
อยู่ในความร้างไร้ความไม่มี

ไม่มีไฟฝันอันงามงด
มีแต่โศกสลดมาแทนที่
มองสายฝนสาดสายหลายนาที
น้ำตาปรี่ล้นปริ่มอยู่ริมตา

แหงนมองฟ้ามืดชืดสีหม่น
แว่วคำรนครืนครางอยู่ข้างหน้า
ฟ้าร้องก้องกังวานสะท้านฟ้า
ฉันซบหน้ากับพื้นสะอื้นฮัก

-๒-
ผ่านไป...ผ่านไป...ในความเงียบ
ยังแต่ความเย็นเฉียบอันหน่วงหนัก
ยันกายนั่งนิ่งแล้วอิงพัก
ทอดสายตาไร้หลักอย่างเดียวดาย

แล้วพลันรอยยิ้มก็ปริ่มหน้า
โศกาโศกศัลย์นั้นพลันหาย
น้ำตาเยียบเย็นเหมือนเร้นกาย
สิ้นสลายเศร้าสร้อยรอยอาดูร

.............................

ดวงตาที่เห็นเป็นประกาย
เฉิดฉายพรายแจ้ง....แห่งรุ้งงาม!



๏ ในรอยยิ้มหม่นเหงาเขาคนนั้น
กับแววตาไหวหวั่นฉันคนนี้
บอกเรื่องราวข่าวนานาประดามี
ล้วนชีวีพานพบประสบมา

เขาอาจมียิ้มแย้มแต่งแต้มโลก
แต่มีโศกกำสลดรันทดกว่า
อาจรอยยิ้มที่เห็นเป็นมายา
ข่มน้ำตากล้ำกลืนหยาดรื้นใน

ฉันอาจมีดวงตามองฟ้ากว้าง
มองทุกอย่างงดงามความสดใส
แต่ลึกล้ำซ่อนเร้นสิ่งเป็นไป
แววหวาดไหววุ่นตระหนกได้ปกปิด

เขาอาจยิ้มเย้ยฟ้าท้าทายโลก
เย้ยวิโยคโลกบิดเบี้ยวเดียวดายชีวิต
หยันหลากสิ่งโง่งมพรหมลิขิต
ครุ่นความคิดผิดชั่วของตัวตน

ฉันมองเขาไหวหวาดอนาถเศร้า
หลบเร้นเงาเดียวดายคล้ายสับสน
บางดำเนินเดินย่ำย้ำมืดมน
อาจบางหนวนว่ายไร้ปลายทาง

ฉันมองฉันเศร้าแท้ดั่งแพ้พ่าย
หลากความหมายครุ่นครวญล้วนเมินหมาง
ปล่อยชะตาพาไปในอ้างว้าง
แม้แรมร้างทางไร้ไม่ไยดี

ถึงจะแพ้จะพ่ายหน่ายแค่ไหน
ก็สิ้นไร้สิทธิ์เบี่ยงบ่ายจะหน่ายหนี
เขากับฉันคล้ายกันคือหน้าที่
หอบชีวียับเยิน...เดินต่อไปฯ




๏ ม่านพรางรางหม่นมนต์ราตรี.........................รัตติกาลคลายคลี่
โอบล้อมค่ำคืนเดือนแรม

พร่างหมอกดอกดาววับแวม.............................เสี้ยวจันทร์แต่งแต้ม
แซมฟ้าลายตาราตรี

คล้อยคืนเดือนเลือนเคลื่อนที่...........................เคลื่อนจากที่มี
สู่ที่มืดมิด ขอบฟ้า

เสี้ยวจันทร์สว่างพร่างพรายมายา......................แสงนวลยวนหล้า
คล้ายว่าลวงตาลวงใจ

รูปเงารางเลือนเคลื่อนไหว..............................วูบวาบวับไว
เส้นสายดนตรีลีลา

ไร้เสียงสำเนียงแปร่งปร่า...............................ชดช้อยท่วงท่า
ล้วนลีลาศนาฏศิลป์

แว่วเพลงพรายคล้ายว่าได้ยิน..........................กรายเสียงสุดสิ้น
ไม่สุดเริงรำทำนอง

วูบไหวในใจเกี่ยวคล้อง..................................ร้อยรัดดั่งปอง
ร้อยกรองกวีกาพย์กานท์

ตราบสู่แสงทองประสาน.................................เลือนมนต์รัตติกาล
เปิดม่านมนตรารวีฯ



๏ ฝากความรักในแววตาผู้ประสบ
ให้พานพบหยาดรุ้งพร่างบนทางฝัน
ด้วยรอยยิ้มพริ้มพรายสายสัมพันธ์
ผ่านวันผ่านคืน ตื่นใจ

ฝากความฝันให้สายลมรำเพยผ่าน
ล่วงวันวารบรรลุปัจจุสมัย
ตราบยาวนานอนาคตอันแสนไกล
ขอความฝันโบยบินไปไม่เลือนลา

ฝากความหวังให้ดวงดาวพราวกะพริบ
เอื้อนกระซิบแผ่วผ่านการแสวงหา
บนหนทางทอดสายสุดปลายฟ้า
ทุกความหวังทรงคุณค่าทุกนาที

ฝากกำลังใจในดอกไม้แย้มบาน
สื่อถ้อยสารปลอบปลุกทุกวิถี
ขับลำนำครื้นครวญล้วนไมตรี
ช่อมาลีพราวพร่างทุกทางใจ

แย้มรอยยิ้มพริ้มพักตร์รักละมุน
อิ่มอ่อนอุ่นจุนเจือเกื้อสมัย
พรายแสงหม่นมนต์ดาราสุดฟ้าไกล
วิบวับไหวนาฏคีต์ฤดีกาล

บนเส้นสายลายลางทางชีวิต
ถ้วนสถิตถ้อยสดับทุกสรรพสาร
ในแววตาผู้ประสบเพิ่งพบพาน
อาจอิ่มรักส่งผ่านจากม่านตา

ในสายลมโลมไล้ละมุนแผ่ว
ยังวับแววความฝันอันเจิดจ้า
เจิดจำรัสดวงดาวบนราวฟ้า
อาจความหวังรอท่าพริบตาดาว

ท่ามดอกไม้หลากสีมาลีหวาน
ล้วนเบ่งบานกำลังใจในย่างก้าว
กลั่นถ้อยสารจารฝากหลากเรื่องราว
ให้เพริศพราวสกาวพร่างแนบกลางใจ

ทุกอณูสรรค์สร้างทางที่หวัง
เปี่ยมพลังศรัทธาค่ายิ่งใหญ่
คอยโอบเอื้อเกื้อหนุนอุ่นละไม
เพียงเปิดใจถ้วนรับสดับสาร



๏ บทรักหวานชวนชื่นในคืนหนาว
กับเดือนดาวพราวพร่างกระจ่างฝัน
หอมรวยรินกลิ่นบุปผาลดาวัลย์
ลมรำพันรื่นโรยมาโชยชาย


ท่ามเหินหาวดาวดื่นนับหมื่นแสน
อุ่นอ้อมแขนพิลาสอันมาดหมาย
เคียงสู่ฝันในนิรันดร์อันพริบพราย
อุ่นไอรักอ้อมกาย สบสายตา


ถ้อยกระซิบแว่วหวานกังวานซึ้ง
สบตราตรึงพิศวาส ปรารถนา
รัญจวนรักทักถามหวามอุรา
ท่ามนาวาเพ็ญเพียงร่วมเรียงใจ


เดือนเด่นดวงหวงแหนดินแดนฝัน
เฝ้ารำพันพร่ำพรอดเคียงกอดใกล้
ตราบห้วงยามหวามทรวงเลยล่วงไป
สบซึ้งนัยดวงตาด้วยอาวรณ์


ก่อนจะย่างสู่ทิวาอุษาเยือน
ไม่ลืมเลือนฝากใจไว้ใต้หมอน
ให้รักห่มล้อมกายได้แนบนอน
ในอ้อมอุ่นอาทรนิทรารมย์


กระจ่างแจ้งแจ่มฟ้าอุษาสมัย
พลันดวงใจรุ่มร้าวราวอกขม
บทรักหวานชวนชื่นในคืนตรม
สุดระทมจริงแท้...แค่ฝันไปฯ



๏ เจ้าค้นหาสิ่งใดเล่าในชีวิต
ท่ามถูกผิดก้าวย่างทางแสวง
ท่ามคืนวันฟันฝ่าอ่อนล้าแรง
เจ้าเผยแจ้งสิ่งใดแก่ใจตน

ถามใจเจ้าแล้วหรือไม่ ให้รับรู้
ท่ามเป็นอยู่เลือนรางกับบางหน
บางสิ่งเร้นลึกล้ำอำพรางตน
คอยเจ้าค้นห้วงใจ ได้พบเจอ

กับบางสิ่งค้นถามนิยามความหมาย
เหมือนคลับคล้ายย้อนนิยามความพลั้งเผลอ
บางสิ่งหวังงดงามความเลิศเลอ
ท้ายที่สุดเพียงเพ้อละเมอครวญ

ค้นไปเถิดค้นหาทุกหนแห่ง
ทั่วถ้วนแหล่งหฤหรรษ์ผ่านเสียงสรวล
ทั่วทุกหย่อมรอนรานในร้าวรวน
ทั่วทุกเสียงโหยหวนครวญระงม

ค้นในความสุขสันต์เจ้าปั้นแต่ง
ค้นในรอยขัดแย้งความขื่นขม
ค้นเถิดใจค้นหาตามอารมณ์
เจ้าคงเจอตรอมตรมสักซอกใจ

เจ้าปรารถนาสิ่งใดเล่าในชีวิต
กับห้วงยามความคิดอันฝันใฝ่
บางสิ่งหวังยังย้อนซ่อนความนัย
ตามรายทางดวงใจในอาดูร

ปรารถนาเจ้าแรงกล้าไม่ล้าอ่อน
ไม่แผ่วผ่อนตราบชีวิตไม่สิ้นสูญ
ความอยากเจ้ามีแต่เติมมาเพิ่มพูน
ยังแต่ซากปฏิกูลท่วมท้นใจ

ปรารถนาไปเถิดอย่าได้หยุด
ให้ที่สุดกำซาบซึ้งถึงโหยไห้
ปรารถนาให้สุดห้วงของดวงใจ
เริงระบำฟอนไฟไปตามกาล

ท่ามคืนวันหรรษาในหล้าโลก
อาจเสียงโศกเตรียมสดับกล่อมขับขาน
ในเสียงก้องสรวลสันต์อันกังวาน
อาจยาวนานเสียงเศร้าเคล้าทำนอง

เจ้าได้รับสิ่งใดในที่สุด
เมื่อดวงใจพิศุทธิ์เจ้ามัวหมอง
หลงโง่งมมัวเมาเร้าคะนอง
ใจจำจองในบ่วงกามทรามโลกีย์ฯ



๏ บนหนทางแปลกแยกและแตกต่าง
ในระหว่างทางที่เจอ เธอกับฉัน
ผ่านพบสื่อนิยามความผูกพัน
ผ่านวันทบวันอันเป็นไป

บนเส้นทางก้าวผ่านด่านอดีต
ฉันเขียนขีดชีวิตอันยิ่งใหญ่
ก้าวต่อก้าวฟันฝ่าท้าความนัย
ก้าวเดินไปด้วยไฟฝันที่ฉันมี

บนเส้นทางก้าวย่างทางชีวิต
จะถูกผิดลิขิตฝันทุกวันวี่
ฝันต่อฝันเติมฝันทุกวันมี
ใช้ชีวีทั้งชีวีเป็นเดิมพัน

สบเส้นทางหมายมาดปรารถนา
สบสายตามาดหมายคล้ายห้วงฝัน
สบเพียงซึ้งตรึงใจในสัมพันธ์
นัยน์วงตาคู่นั้นไม่ผันแปร

จะกี่ทางกี่ก้าวกี่หนาวร้อน
ทุกบทตอนทบทวีนี้แน่วแน่
เมื่อมีรักหล่อเลี้ยงในดวงแด
กี่ขวากหนามจะไม่แพ้ไม่คร้ามเกรง

ดุ่มด้นเดินฝ่าฟันด้วยฝันใฝ่
ดุ่มด้นไปด้วยใจไม่คว้างเคว้ง
ท่วงทำนองชีวิตยังบรรเลง
เป็นบทเพลงสื่อความหมายได้ประจักษ์

ฉันเรียงร้อยวันคืนด้วยความฝัน
เธอเรียงร้อยคืนวันด้วยความรัก
ทุกรอยเท้าก้าวย่างต่างตระหนัก
เมื่อมีฝันร้อยรัก...อิงพักใจฯ



๏ เบื่อ...ทุกเวลานาทีที่ล่วงผ่าน
แสนเกียจคร้านมากมายกระไรนี่
นอนแถกไปแถกมาประดามี
คล้ายชีวีไม่รู้เห็นความเป็นไป

เบื่อ...ทุกเรื่องราวเข้ามาสู่
มันหดหู่ห้วงฤดีจะมีไหน
มาเปรียบเทียบเปรียบเปรยเย้ยหยันใจ
มองอะไรก็หดหู่เกินสู้ทน

เบื่อ...หนังสือหนังหาสรรมาอ่าน
เพียงเปิดผ่านแล้วปิดวางอย่างไม่สน
ตัวอักษรผ่านตาเพียงผ่านพ้น
ต้องจำนนนอนซบหน้าปิดตาซึม

เบื่อ...ทีวีมีรายการไร้สาระ
สะระตะข่าวคาวฉาวกระหึ่ม
ขุดคุ้ยแหลกไม่แยกแยะอยู่โจ๋งครึ่ม
นอนอกตรึมปิดหน้าตรมอารมณ์เซ็ง!

เบื่อ...เกมคอมพิวเตอร์ เฮ้อ...เบื่อหน่าย
เบื่อเหลือหลายเล่นอะไรไม่เหมาะเหม็ง
เล่นกี่ทีมีแต่แพ้ ไอ้เส็งเคร็ง
ตูละเซ็ง เซ็ง เซ็ง เซ็ง เซ็งมันเลย..

เบื่อ...วิทยุรายการเพลง
เปิดบรรเลงแต่เพลงรักอยู่นั่นเหวย
คนไม่มีคนรักให้อิงเอย
อยากจะเผยความใน ใจล่ะเบื่อ

หยิบกระดาษปากกาขึ้นขีดเขียน
หวังหมั่นเพียรในทักษะก็ฝืดเฝือ
ร้อยอักษรบทกวีไปพร่ำเพรื่อ
เฮ้อ.....มันน่าเบื่อ......เบื่อจริงโว้ยยยยยยยยยย!!!




๏ โอบกอดความเหงาอยู่เปล่าดาย
ขับเคี่ยวความงมงายเหมือนไร้ผล
กอดซับรับรสกรดกร่น
จมปลักวังวนจินตนา

โอบกอดความเศร้าซุกเงาหลืบ
ปล่อยใจสานสืบปรารถนา
ปลดเปลื้องวิญญาณผ่านมรรคา
เหลือรอยเวทนาในเงาใจ

โอบกอดความเดียวดายโดยดายเดียว
ในความเปล่าเปลี่ยวและหวั่นไหว
ซุกซ่อนอารมณ์ข่มไว้
โหยไห้อันใดปลอบประโลม

จองจำดวงใจในวิถี
รุมสุมอัคคีถั่งโถม
แผดเผารุ่มร้อนรันโรม
หวังใดบรรโลมให้บรรเทา

รอยบาปกำซาบอาบจิต
ล่องนาวาชีวิตอับเฉา
สำนึกสึกกร่อนแหว่งเว้า
ร้อนเร่าเคล้าคลุกราคี

เลอะเลือนในห้วงความคิด
เสพติดตัณหาเปรมปรี่
มัวเมาเริงร่านสามานย์อัปรีย์
ถมถ่อยธุลีเลี้ยงวิญญาณ์

ดวงใจดวงจิตหมองไหม้
ท่ามทางฝันใฝ่แสวงหา
ท่ามทางดุ่มด้นผ่านพ้นมา
ทิ้งรอยเวทนาหว่างซอกใจ

ลึกสุด ณ ห้วงสำนึก
ตะกอนผลึกโหยไห้
ระงมกรีดร่ำอยู่รำไป
ทุกเสี้ยวหายใจในชีวิต!




๏ ตื่นขึ้นมาด้วยกลิ่นหอมของมวลไม้
มาโลมไล้ปลุกขวัญรับวันใหม่
ชื่นแดดเช้าหอมรื่นชื่นละไม
ชื่นอยู่ในรมณีย์นี้สุดทรวง


หอมเจ้าเอยหอมหวานตระการหอม
กลิ่นเจ้าล้อมห้อมแดนดั่งแหนหวง
โอบประคองตระกองซับสรรพสิ่งปวง
ในดงดวงห้วงหอมพยอมพันธุ์


หวานเจ้าเอยหวานล้ำฉ่ำพฤกษา
ซ่านอุราซึ้งจิตเกินคิดฝัน
ในรวยรินกลิ่นพฤกษ์ล้ำลึกนั้น
ฤๅเทพสรรสร้างสมให้ดมดอม


กลีบนวลขาวผ่องผุดพิศุทธิ์ใส
ยลยองใยยวนหยอกเจ้าดอกหอม
ซ้อนเชิงชั้นหลั่นลดสดสวยพร้อม
แอบอิงอ้อมกรุ่นไอในอุ่นอิง


เจ้าแย้มยั่วยวนเย้าในเงาแสง
เจ้าแต้มแต่งชื่นเจ้าตรู่ชูก้านกิ่ง
คลี่กลีบน้อยคล้อยคล้ายไม่ประวิง
บ้างหลบอิงอายไอร่มใบบัง


แสงสุรีย์ศรีส่องตระกองเจ้า
ผ่านชื่นเช้าเพริศแพร้วด้วยแววหวัง
เปี่ยมดอกใบสดสวยด้วยพลัง
แย้มสะพรั่งอวดฟ้ารับตาวัน


ในเช้าตรู่ของวันใหม่ได้ยลโฉม
ชื่นประโลมนวลผ่องละอองฝัน
ความรู้สึกลึกล้ำเกินจำนรรจ์
เริ่มต้นวันในเช้านี้...ช่างดีจริง.


แด่ เจ้าดอกแก้ว และเจ้ามะลิพิศุทธิ์ใส
แม้ร่างกายเจ้าดูเหมือนอ่อนล้าโรยแรง แต่ก็ยังอุตส่าห์แย้มดอกออกช่อ
เผยกลิ่นหวานล้ำให้ซ่านกำจายไปทั้งห้อง



๏ หลายครั้งครู่ใจหวิวไหวสั่น
หลายเรื่องร้อยพันให้หวั่นไหว
รุมเร้าร้อยรัดกระหวัดใจ
งุนงงสงสัยในนิยาม

บางค่ำบางคืนในครู่คิด
ดวงใจดวงจิตเฝ้าคิดถาม
ร้อยพันผ่านพ้นกับโมงยาม
ความเหงา ความงาม ติดตามตน

บางคืนบางค่ำในคำนึง
ความเหงาลึกซึ้งไม่รู้หน
ผ่านมาหาใช่เลยผ่านพ้น
แวะวนทายทักดั่งรักกัน

บางครู่บางยามในวิเวก
ความงามนับอเนกดั่งเสกสรร
รายล้อมรอบกายได้เกี่ยวพัน
เกี่ยวก้อยจูงฝันจับมือไป

บางยามบางครู่ฤดูเปลี่ยว
ปล่อยใจท่องเที่ยวในหวั่นไหว
เลี้ยวลดคดเคี้ยวเปลี่ยวไป
พบพานอันใด ได้อุ่นอิง

จะกี่ครั้งครู่คิดสะกิดถาม
ร้อยพันติดตามในทุกสิ่ง
คำตอบซ่อนไว้ ความเป็นจริง
สงบนิ่งซึมซับรับถ้อยความ.



ขอบคุณแรงบันดาลใจจาก
กวีก้าวฯ : บางการผลิบาน โดยท่านกวิสรา ในก้าวรอก้าว ฉบับที่ ๒๗
และนายช่างประจำตัว


๏ เดือนเด่นดับลับดวงในช่วงดึก
คะนึงนึกอาวรณ์ย้อนถวิล
คะนึงร้องร่ำหาอยู่อาจิณ
ยังเยือนยินยามเหงาแห่งเยาว์วัย

ดาวกะพริบวิบวับกับฟ้ากว้าง
มองดาวพร่างน้ำตานองต้องแก้มใส
หยาดหยดรื้นร่วงหล่นกลิ้งกล่นไป
ขอส่งใจฝากข่าวผ่านดาวราย

ฝากไปถึงความหวังรอฟังข่าว
ฝากไปถึงครู่คราวของเป้าหมาย
ฝากไปถึงเพลงฝันอันพริบพราย
ฝากไปถึงดาวฉายของวัยเยาว์

ฝากไปถึงห้วงรันทดคราหมดหวัง
ฝากไปถึงรอยพลั้งครั้งโง่เขลา
ฝากไปในสายลมพัดแผ่วเบา
บอกว่าฉันแสนเหงาอยู่เดียวดาย

ในรายล้อมของมนุษย์รุดสมัย
กอบเก็บซากดวงใจแหลกสลาย
เติมต่อฝัน ฝันต่อไฟไม่เว้นวาย
แหละยังคงเวียนว่ายชะตากรรม

ชะตาฟ้าลิขิต-ชีวิตเขียน(?)
ให้ซอกซอนบ่อนเบียนในชอกช้ำ
ให้ร้อนร้าวหนาวเหน็บเจ็บระกำ
ต้องกลืนกล้ำตามวิถีที่โสมม

เคยหลบยุคซุกใจในซอกหลืบ
ไยยังตามคลานคืบเข้าเค้นข่ม
ไยยังหลอกไยยังหลอนให้ร้อนระทม
ร้าวระบมมาเนิ่นนานกับวันคืน

จะมีไหมสักขณะของหัวใจ
ที่สิ้นไร้เรื่องราวข่าวขมขื่น
ที่สิ้นไร้ทุกข์ช้ำรอยกล้ำกลืน
เพียงเสี้ยวคืนในครู่ฝัน - ฉันพอใจ!

...

ปรับแก้โดย ธุลีดิน




๏ สายหมอกคลี่ผ่านราวม่านฝัน
โลมไล้เรียวใบ้หญ้าพฤกษาพรรณ
จูบซับรับขวัญผกาไพร

สายลมพรมพลิ้วริ้วใบไม้
ระบำส่ายสะพัดระบัดไหว
บ้างปลิดใบทิ้งต้นลงกล่นไป
ท่องเถื่อนไพรพลิ้วพรายตามสายลม

แสงอุษาส่องโสมประโลมหล้า
ทาบขอบฟ้าแจ่มแจ้งด้วยแสงสม
ประโลมซับหยาดน้ำค้างพราวพร่างพรม
ประโลมโลกเริงรื่นรมย์ด้วยร่มเย็น

มวลบุพผาเริงร่ารับแสงสรวง
ผึ้งผละรวงเคล้าเกสรฉะอ้อนเห็น
ภุมรินบินว่ายเวียนมิว่างเว้น
แย้มผ่องเพ็ญนวลจีบกลีบผกา

อวลกลิ่นหวานซ่านซาบมาอาบไล้
จากพงไพรล่องลึกมวลพฤกษา
เรื่อยเรื่อยลมหอมหวนรัญจวนมา
ต้องนาสารัดรึงซ่านซึ้งใจ

ผีเสื้อนวลยวนเย้าเคล้าคลอน้ำ
ละอองฉ่ำพรายพัดซัดซ่าไหล
แต้มปีกบางราวถนอมเจ้าจอมใจ
ให้หลงใหลมนตราแห่งวารี

กลีบผกาลอยลมมาพรมพลิ้ว
ร่ายกลีบริ้วเวียนวนยลถิ่นที่
หมุนไหวคว้างเหนือดวงห้วงนที
แล้วเรื่อยรี่ร่วงผล็อยลอยน้ำไป

เสียงปักษาคล้อยแว่วมาแผ่วหวาน
สำเริงราญขานขับรับฟ้าใส
สำเริงรื่นชื่นฉ่ำด่ำหทัย
ปล่อยดวงใจลอยล่องท่องเมฆิน

ลำห้วยใสไหลเรื่อยเอื่อยเฉื่อยผ่าน
ชลธารลัดเลาะเซาะแก่งหิน
ฟังเสียงธารฉ่ำเฉื่อยเรื่อยไหลริน
คีตศิลป์พริ้งเพราะเสนาะกรรณ

ในสวนขวัญพันธุ์พฤกษาดาดาษดื่น
ชูใจชื่นชวนชิดลิขิตฝัน
ทุกสิ่งสรรพหวานรื่นชื่นชีวัน
ขอซุกกายในสวนขวัญทุกวันคืน.


ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

นั่งเหงาเหว่ว้าเดียวดาย
ขบคิดความหมาย
เรื่องราวหลากหลายสารพัน

ชีวิตหมุนเวียนเปลี่ยนผัน
ความจริง-ความฝัน
หมุนเวียนผันเปลี่ยนเวียนไป

อะไรที่ใจฝันใฝ่
งดงามปานใด
เล่าใจถึงปรารถนา

ภาพที่เห็นล้วนเป็นมายา
สรรค์สร้างพรางตา
ปลุกปรารถนางมงาย

-๒-
หลายเรื่องราวร้อยเรียงราย
จากใจสู่กาย
สู่ความหมายนามธรรม

เพียรขบคิด ซ้ำซ้ำ ซ้ำซ้ำ
แว่วเสียงยินคำ
กระทบโสตสลายไป

สรรพสิ่งแตกดับ-เกิดใหม่
ไม่เว้น จิต-ใจ
เวียนว่ายวังวันวัฏฏา

ขอแค่ขณะเวลา
สัมผัสอนัตตา
ชั่วขณะคงเพียงพอ

…


ภาพประกอบ : http://www.junjaowka.com/


หลงวันหลงคืนดื่มด่ำ
จมปลักจองจำ
กับศิวิไลเฟื่องฟุ้ง

หลงเมามาดมั่นหมายมุ่ง
ก่อเกียรติบำรุง
ปรนเปรอความอยากแห่งใจ

หลงเสพสวะวิลัย
เพิ่มเชื้อสุมไฟ
เผาผลาญตัวตนทุราย

ละวางกิเลสทั้งหลาย
เลิกคิดมั่นหมาย
เกลือกกลั้วอบายโสมม

ละทิ้งเศษซากอาจม
มุ่งคลี่คลายปม
แห่งทุกขเวทนา

เลิกลิ้มชิมรสมายา
เกียรติกามตัณหา
มุ่งสู่สงบร่มเย็น

มองสรรพสิ่งตามจริงที่เป็น
บัดนั้นจึ่งเห็น
ตัวตนสว่างว่างวาง ฯ

...

วาระปะฝีกลอนท่านดิน

๏ แผ่วสายลมพรมพลิ้วริ้วริ้วรื่น
ระลอกคลื่นใบไม้ระส่ายไหว
งามพริ้งเพริศเลิศล้ำระบำใบ
เป็นมนต์ไพรเพลงพรายจากสายลม

แมกไม้กอหญ้าในป่าหมอก
ผลิดอกเรียงรายละม้ายห่ม
ดงดอกดวงบุปผามาลีภิรมย์
เป็นผืนพรมพวงผกาพิลาวัลย์

เจ้าผีเสื้อบินผ่านลานดอกไม้
ดั่งเริงร่ายแดนสรวงห้วงสวรรค์
สูดกลิ่นหอมย้อมแย้มแต่งแต้มพรรณ
ในสวนขวัญรุกขชาติดาษดา

เจ้านกน้อยไซร้ขนบนกิ่งก้าน
ระบัดบายปีกหางพลางเหลียวหา
เจ้าหนอนน้อยค่อยคืบกระดึ๊บมา
ท่ามสาขากิ่งใบของไพรสณฑ์

บ้างนกน้อยโผผินจากถิ่นที่
ท่องฉิมพลีแดนฟ้าเวหาหน
บินกวัดกว่ายร่ายรี่แล้วปรี่วน
อยู่เบื้องบนท้องนภาวิลาไลย

สายธารไหลฉ่ำเฉื่อยเรื่อยเรื่อยรื่น
ในแช่มชื้นพฤกษาวารีใส
พราวน้ำค้างพร่างพรายอุ่นอายไอ
งามวิไลเกินใดเทียบมาเปรียบเปรย

------------
------------
------------
------------

เราเดินชมดวงบุปผาผกาไพร
แล้วเจ้าอยู่หนใดเล่าใจเอ๋ย
หรือเที่ยวท่องล่องไปดั่งใจเคย
ไยละเลยให้รุ่มร้อนรอนชีวา ฯ


ภาพประกอบ : http://www.bloggang.com/



-๑-
ดาวร่วงดาวร้างบนทางดาว
สิ้นแสงพริบพราวเป็นดาวหม่น
หล่นร่วงเคว้งคว้างจากวังวน
สู่ความมืดมนอนธการ

ดาวร่วงดาวโรยริบโรยแสง
แดดิ้นสิ้นแรงแสวงหาญ
แตกดับย่อยยับไปกับกาล
เหลือธุลีท่องจักรวาลนานกัปกัลป์

ดาวไหนดาวนั้นฉันฝันใฝ่
ดาวนั้นดาวไหนที่ใฝ่ฝัน
ดาวโรยดาวร่วงช่วงตะวัน
ดาวเพริศเฉิดฉันท์กับจันทร์ฉาย

ดาวไหนดาวนั้นฉันถามหา
วับวิบลิบตาหาความหมาย
วิบวับลับลามาเดียวดาย
กระวนกระวายสุมเพลิงใจ

-๒-
ฝันร้าวฝันลับไปกับขวัญ
เหลือเพียงใจหวั่นผวาไหว
ผวาหวาดรวดร้าวทุกคราวไป
หลงเล่ห์, กลใด แห่งใจตน

ฝันร้าวฝันรานสะท้านขวัญ
สะเทือนนรก สะทกสวรรค์บันดาลผล
ใจสะยอกอกแสยงมิแปลงปรน
ทุรายรนทุรนรายอยู่ดายเดียว

ฝันร้าวฝันลับดับความหมาย
ฝันสลายกลายกลับดับชั่วเสี้ยว
ฝันไหนพร่ำเพ้ออยู่เปล่าเปลี่ยว
ฝันนั้นลัดเลี้ยวไปเดียวดาย

ฝันนั้นฝันนี้ที่เคยฝัน
วับวิบพริบตะวันอันเฉิดฉาย
วับวิบพริบดาวอยู่พราวพราย
เพียงดาวคล้ายลับ ดับฝัน !


ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต
ในเรื่องราว: , |