แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จดหมายจากดาวสีน้ำเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จดหมายจากดาวสีน้ำเงิน แสดงบทความทั้งหมด


สหายวรรณศิลป์ที่รัก

...เริ่มจรดปลายนิ้วเรียงร้อยถ้อยความเพื่อส่งหาเธออีกครั้ง ช่างเงอะงะ ติดขัดกับตัวอักษรแรก เนื่องเพราะหยุดไปนานเหลือเกิน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ มั่นใจว่าเธอไม่เคยลืมฉัน เราไม่เคยลืมกัน ใช่หรือไม่? หวังว่าฉันคงเข้าใจไม่ผิด

แม้กาลล่วงผ่าน แต่ฉันก็ยังเป็นฉัน เป็นหญิงสาวผู้คร่ำเคร่งปั้นแต่งตัวอักษรให้เป็นคำ เป็นประโยค จนกระทั่งเป็นเรื่องราว กอบเก็บความฝันมาเรียงร้อย ฉันสร้างวิมานในอากาศ แล้วนำวิมานเหล่านั้นมาตีแผ่ อาจไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ อาจเป็นที่เดียดฉันท์ของใครต่อใคร แต่เชื่อเถอะ ว่าฉันหาได้สนใจ ในเมื่อฉันทำด้วยความสุข สดชื่นรื่นใจ และมิได้ทำให้ใครเดือดร้อน ฉันต้องแคร์สิ่งใดอีก

กาลเวลาที่ผ่านพ้น อาจยาวนาน หรือแสนสั้น แต่ทุกวันผ่านเข้ามาเพื่อให้เรียนรู้ ทั้งเรียนรู้ในตนเองและผู้คนรายรอบ บางเรื่องทำให้ขบคิดใคร่ครวญอย่างหมกมุ่น หากบางเรื่องและบางเวลาฉันก็ปล่อยให้ชีวิตไหลเลื่อนไปอย่างเปล่าดาย

แต่ก็นะ ฉันตระหนักรู้ว่า ทุกสิ่งที่เข้ามาและผ่านออกไป ไม่เคยมีสิ่งใดไร้ความหมาย บางเรื่องทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปจากรูปรอยเดิมอย่างน่าใจหาย ทว่าบางเรื่อง เมื่อผ่านมาแล้วอาจไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากที่มันเคยเป็นอยู่ เราไม่มีวันรู้หรอกว่าองศาชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพียงแต่น้อยนิดจนเราไม่ทันรู้สึกตัวเท่านั้นเอง

คุยมาหลายวรรคหลายคำ แต่คิดว่าเธอคงยังประหลาดใจอยู่ไม่วาย ว่าไยจู่ๆ ฉันถึงมีจดหมายถึงเธอครานี้ บอกไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าฉันไม่เคยลืมเธอ ก็คิดถึง จึงมีตัวอักษรมาหา อีกอย่าง วันนี้นับว่าเป็นวันดีอีกหนึ่งวัน ฉันเพิ่งบรรจงพรมนิ้วบนแป้นคีย์เป็นคำว่า ‘THE END’ ลงในนิยายเรื่องล่าสุด มันคือความมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มันก็คงความมหัศจรรย์ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

แต่ฉันเริ่มควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้บ้างแล้ว ยินดีนั้นมีอยู่เต็มปริ่ม แต่ฉันก็มิได้ปล่อยให้ความเริงร่าเอิบอาบไปทั่วทุกขุมขน ปล่อยความปรีติระยิบระยิบอยู่ในธารเลือดจนไม่เป็นอันทำการทำงานเหมือนแต่ก่อน ฉันยินดี แต่ฉันรู้จักรำงับความยินดีไว้ในที่ทางที่มันควรอยู่ เหลือสมองและสมาธิไว้คิดทำอย่างอื่นบ้าง อย่างเช่น เขียนจดหมายถึงเธอ...

อื้ม...ถ้ามองอีกแง่ ก็อาจคิดว่า ฉันยินดีจนเก็บเอาไว้คนเดียวไม่อยู่ ถึงขนาดกระสันจะบอกใครสักคน...คงจริง...คิดอย่างนั้นก็ไม่ผิด เถอะ จะคิดอย่างไรก็ช่าง มิได้สลักสำคัญสักหน่อย อย่างน้อยวันนี้ฉันก็ได้งานหลายอย่างแล้วล่ะ ความสำเร็จอย่างหนึ่งทำให้ฮึกเหิมมีกำลังทำงานอย่างอื่น

ปีใหม่แล้ว ขอสวัสดีปีใหม่กัน ณ ตรงนี้ ปีนี้จะพยายามเขียนจดหมายถึงเธอบ่อยๆ มิใช่คำสัญญา เป็นเพียงความตั้งใจ ที่อาจจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ แต่ก็อีกเหมือนกัน มันไม่สำคัญหรอก ไม่มีอะไรสำคัญเลย


ยังคงคิดถึงไม่สร่างสิ้น
หญิงสาวบนดาวดวงเดิม
มกราคม 2556

ดวงใจแห่งฉัน

สรรพสิ่งในโลกพบพานเพื่อเคลื่อนผ่านแยกจากใช่มั้ย? ไม่มีสองสิ่งใดจะผูกพันเหนียวแน่นจนไม่มีวันแยกห่างจากกัน ฉันตระหนักดีเสมอมา แต่เมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ หัวใจกลับมึนชาไร้ความรู้สึก ใช่ว่าหัวใจฉันจะหยาบกระด้างกับการรับรู้ซึ่งร้อนหนาว ทว่า มันได้รับรู้รสชาติของความเจ็บปวดจนเกินทานทนแล้ว

ที่รักแห่งฉัน

มีคำกล่าวหนึ่งบอกไว้ ‘ใช้เวลาปัจจุบันให้มีความสุขที่สุด เพื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้า เราจะได้ย้อนกลับมาเก็บเกี่ยวผลอันหอมหวานของความสุขนั้น ในความทรงจำที่เราถนอมไว้’

ฉันพยายามทำอย่างนั้นแล้วที่รัก

ฉันพยายามทำให้จิตใจได้หัวเราะเริงร่า สรวลเสเฮฮาอยู่ในอวลอุ่นของพราวรุ้งแห่งความสุขอันอวลหอม ฉันมีความสุขขณะนั้น ฉันเชื่อว่านั่นคือความสุขที่ฉันสัมผัสได้ จับต้องได้จริง

แต่ทำไมกันที่รัก?

เมื่อเกลียวผูกพันระหว่างสองสิ่งคลายคลี่ ความทรงจำดีๆ ที่ฉันเพียรกอบเก็บและเฝ้าถนอม กลับแปรเปลี่ยนเป็นคมมีดกรีดดวงใจให้ร้าวทุรน แว่วเสียงหัวเราะเริงร่า กลายเป็นเสียงบีบเค้นหยาดน้ำตาให้หลั่งริน

คำกล่าวนั้นคือคำโป้ปดหลอกลวงของคนที่ยังหลงเพลิดอยู่ในบ่วงแห่งความสุขใช่หรือไม่?

ถ้าเขาก้าวพ้นจากบ่วงนั้น แล้วถลำลงในบ่อโศกตรม เก็บกินเมล็ดผลโศกาอาดูร แทนเมล็ดผลหอมหวานซ่านใจ เขาจะยังกล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมามั้ย?

ที่รัก ฉันย่ำเดินอยู่บนรอยทางของกาลเวลา เฝ้านับวันคืนเคลื่อนผ่าน ครั้งหนึ่งฉันหลงคิดไปว่าเวลาเคลื่อนคล้อยหมุนเปลี่ยน นาฬิกาและปฏิทินข้างฝาบอกร่องรอยการเดินทาง

ฉันเพิ่งรู้

เปล่าเลย เวลาไม่ได้เดินทางไปไหน มันยังอยู่ ณ ที่ที่มันเคยอยู่ ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต มันก็ยังอยู่ตรงนั้น หาได้ลอยเลื่อนเคลื่อนย้าย เป็นเราเองที่เคลื่อนที่ดุ่มเดินไปข้างหน้า จนไม่อาจย้อนคืนยังจุดเดิม เคยไหมสักขณะจิตหนึ่ง ที่เธอหมุนคว้างกลางทางแยกวกวน ณ จุดนั้นเธอเคยถามตัวเองบ้างไหม เธอมาไกลจากจุดเริ่มต้นไปเท่าใดแล้ว?

ความรู้สึกขณะด่ำดิ่งอยู่ในม่านหมอกแห่งความสุข กับความรู้สึกยามย้อนรำลึกถึงมัน หาใช่ความรู้สึกเดียวกันเลย ยิ่งก้าวไกลไปข้างหน้ามากเท่าใด หนามอันแหลมคมของความทรงจำหอมหวน จะคอยกรีดเฉือนดวงใจให้เป็นแผลเหวอะหวะเพิ่มเท่านั้น

นั่นล่ะเธอที่รัก คือสิ่งที่ความทรงจำกระทำต่อฉัน


ในหมอกม่านความทรงจำ
พฤศจิกาฯ 2554
มิ่งปิยมิตร

ในภวังค์ เราล้วนเดินทางผ่านทุ่งหญ้า ป่าไพร ละหานห้วย ชะง่อนผาสูง ผ่านแผ่นน้ำดำดึก โตรกหลืบลึกลับ หรือแม้แต่สุดทะเลโค้งรุ้ง เราท่องจนปรุทะลุซอกเล็กซอยน้อย ไม่มีเลยมุมไหนจะรอดพ้นรอยเท้าของเรา แต่เรากลับไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง นั่นก็เพราะว่าเราแค่ย่ำเดินอยู่รอบตัวเราเท่านั้นเอง

ทุ่งฝันตระการบรรเจิดอยู่ในจินตนาการอันวิจิตร เส้นทางที่เหยียบย่ำจะราบเรียบหรือขรุขระ เหมือนว่าเรากำหนดได้เองในทุกรายละเอียด แต่ไฉนไยเราจึงมุ่งหมายเส้นทางทุรกันดารกันหนอ

ฉันก็ไม่ต่างเธอที่เซซังดุ่มด้นไปเบื้องหน้า มุ่งหน้าไขว่คว้าฝัน ทุรนทุรายต่อความยากลำบากเพียงไรไม่เคยระย่อท้อ เพราะรู้อยู่ว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะมลายหายทันทีที่ได้สัมผัสจุดหมายแม้ปลายสายตา

แต่เธอที่รัก นั่นก็เพียงแค่ความคิดโง่ๆ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

ฉันตระหนักแท้แล้วว่าจุดหมายหาใช่มีแต่ความปรีดิ์เปรมเกษมสันต์เป็นรางวัลเสมอไป หากแต่บางครั้งกลับโรยหว่านรอยโศกาอาดูรรอคอยอยู่เบื้องหน้า

ฉากชีวิตของคู่รักหนึ่ง และอีกหลายชีวิตซึ่งฉันเฉกสร้างขึ้นมาเป็นส่วนประกอบ ฉันพาพวกเขาดุ่มเดินไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาที่เปียกปอนเปื้อนหน้า ฉันเรียนรู้ความรู้สึกต่างๆ ร่วมไปกับพวกเขา เขายิ้ม ฉันยิ้ม เขาหัวเราะ ฉันหัวเราะ เขาร้องไห้ ฉันก็ร้องไห้ด้วยกัน

วินาทีเหล่านั้นคือรสชาติหวานล้ำของความอิ่มเอมซึ่งเก็บเกี่ยวได้ระหว่างเส้นทาง หากแต่ฉันรู้ดี ไม่มีเส้นทางใดไร้จุดหมาย เมื่อฉันส่งพวกเขาถึงฟากฝั่งฝัน ฉันกู่ร้องด้วยความยินดี เริงระบำเฉลิมฉลองชัยชนะ หัวเราะสุดเสียง ดวงตาระยิบยับพราวพราย หัวใจพองฟูเหมือนลูกโป่งสวรรค์จะเริงร่ายสู่ลมบน แต่เมื่อล้มตัวลงนอน ฉันกลับตื่นขึ้นรับเช้าวันใหม่ด้วยความว่างเปล่า ความสุขสันต์เมื่อค่ำวานปลาสนาการไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้แต่ความอาดูรเทวษทับถม ฉันเพิ่งตระหนักว่าหลายชีวิตที่กระเตงไว้บนบ่าด้วยหน้าที่รับผิดชอบสุขทุกข์ของพวกเขานั้น ทุกชีวิตคือมิตร คือความฝัน คือเสี้ยวหนึ่งของตัวตนฉัน เมื่อฉันต้องพรากจาก ก็เหมือนตัวตนของฉันขาดหาย ความฝันของฉันขาดตอน

ฉันดื่มด่ำความอาดูร ซมซบอยู่ในห้วงเหวเหว่ว้า มีเพียงความอาลัยอาวรณ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากดวงใจหนึ่ง

เธอว่าฉันต้องใช้เวลาและแรงใจสักเท่าใดในการหยัดกายลุกขึ้นมาก่อร่างสร้างฝันใหม่ คลุกคลีกับอีกเสี้ยวชีวิต ทำความรู้จักมวลมิตรใหม่ๆ เพียงเพื่อย้อนกลับสู่วังวนเดิม

ฉันก็เหมือนเธอ ที่ปลายทางหาได้มีค่ามากไปกว่าลมหายใจเข้าออกระหว่างเดินทาง และไม่ว่าดวงดาวสีน้ำเงินจะโคจรมุ่งหน้าไปสู่ที่ใด ห่างไกลจากจุดเริ่มต้นไปมากเพียงไร หญิงสาวบนดาวดวงนั้นก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

เป็นเช่นที่เธอเป็น นั่นคือเดินทางและเดินทาง

และหญิงสาวคนนั้นคงไม่ปรารถนาจะรับรู้อีกแล้วว่า จุดหมายและจุดเริ่มจะอยู่ ณ แห่งหนไหน ขอเพียงแค่ให้ได้เดินทางจนสุดลมหายใจ เท่านั้นเอง...


ระหว่างทางฝัน
ปลายกรกฎาฯ 2554

ยอดมิตรคนดี

วิปริตอาเพศคงเกิดแก่ดวงดาวเราทั้งสอง สภาพดินฟ้าอากาศถึงได้ปรวนแปรเกินทานรับ เมื่อไม่นานมานี้เกิดแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์กวาดกลืนชีวิตผู้คนนับเรือนหมื่น ฉันติดตามข่าวสารด้วยความหวาดตระหนก และหดหู่ยิ่งนัก

ผ่านเรื่องร้ายนั้นมาไม่นานก็ทราบข่าวว่าเกิดเหตุน้ำท่วมในอีกพื้นที่หนึ่ง ผู้คนเดือดร้อนกันถ้วนทั่ว ฉันจะไม่รู้สึกอะไรเลยถ้านี่มันจะไม่ใช่ฤดูร้อน! ผู้คนพากันบ่นระงม พร้อมกับคำถามที่ฉันได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่า

“มันเกิดอะไรขึ้น?!”

ใช่...มันเกิดอะไรขึ้น?! คำถามที่ฉันก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน นักวิชาการหลายฝ่ายพยายามให้เหตุผลน่ารับฟัง เชื่อถือได้ แต่ฉันก็สงสัยอีกแหละว่า ดาวดวงนี้มันวิปริตผิดปกติไปหมดแล้วใช่มั้ย? มันจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม มันจะดำเนินไปในรูปรอยใหม่ นำพาสรรพชีวิตไปสู่เส้นทางสายหายนะ มีบางสิ่งคืบคลานเข้ามาราวหมอกจางๆ ห้อมล้อมอยู่รอบตัวเรา ลอยอวลอยู่โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว และวันดีคืนดีมันจะคายพิษร้ายพล่าผลาญพวกเราสักครั้ง

เหมือนกับที่มันเกิดขึ้น

ฉันไม่ได้โทษมันหรอก มนุษย์สมควรโดนพล่าผลาญ เราทำร้ายทำลายดวงดาวอย่างอมหิตเลือดเย็น แม้จะมีใครสักคนร้องแรกแหกกระเชอ ให้ผู้คนส่วนใหญ่หยุดคิด หยุดหันหลังกลับมามองสิ่งที่ตัวเองกระทำ แต่มันสายไปแล้วเธอจ๋า ต่อให้เยียวยาอย่างไรบาดแผลบนดวงดาวก็ไม่มีวันเหมือนเดิม และที่ร้ายยิ่งกว่าคือ ไม่มีใครคิดเยียวยาจริงจัง การรณรงค์ต่างๆ เกิดขึ้นแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ราวคลื่นกระทบฝั่ง วูบเดียวแล้วจางหาย แล้วผู้คนก็หลงระเริงเพิ่มบาดแผลเหวะหวะให้ดวงดาวนับแสนนับล้านรอย เรากิน เราใช้ เราสูบเลือดเนื้อดวงดาวของเรา แล้วเราก็ทิ้งซากกากเดนละเลงดวงดาว

เธอว่าสมควรมั้ยที่พวกเราจะต้องชดใช้?!

ที่ซึ่งฉันพักอาศัยอากาศหนาวมานับสัปดาห์ แม้ฉันจะชื่นชอบฤดูหนาว แต่อากาศหนาววิปริตในช่วงฤดูร้อนก็ไม่อาจทำใจให้ชื่นชอบได้ลง ยามย่างเท้าออกจากที่พัก ลมหนาวพัดวูบ เสียดไปถึงกระดูก เดินผ่านตึกรามบ้านช่อง ผ่านผู้คนมากมาย พวกเขาล้วนสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ กอดอกห่อตัวเองมิดชิด พลันให้คิดไปถึงฉากในละครซีรีส์ ที่ตัวละครสวมสเวตเตอร์ทับเสื้อโค้ทคลุมสะโพก สวมถุงมือแล้วซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างมิดเม้น หายใจออกมาทีเป็นควันลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ดูละครคราวใดก็คิดว่าช่างเป็นบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกเสียนี่กระไร แต่เมื่อมาเจอกับตัวในฤดูแปลกเปลี่ยนเช่นนี้ ถึงแม้จะไม่หนาวจัดขนาดนั้น ก็รู้สึกว่าบรรยากาศช่างซึมเซาเศร้าสร้อยยิ่งนัก

หรืออาจจะเพราะข่าวหดหู่หลายข่าวประดังประเดก็เหลือจะเดา

เจ้านกพิราบที่ริมระเบียงมันเปลี่ยนที่ทำรังใหม่อีกแล้ว รังเก่าของมันอยู่บนพื้นตรงร่องสะดือระบายน้ำ ฟักไข่สองฟองก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย จู่ๆ วันหนึ่งไข่ของมันหายไปฟองนึงอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้แต่ปริศนาดำมืดให้ผู้อยู่เบื้องหลังอย่างฉันเฝ้าคิดสงสัยว่ามันหายไปได้อย่างไร แต่เจ้านกผู้เป็นพ่อเป็นแม่คงไม่เดือดร้อนใจ เจ้าตัวแม่ทิ้งรังและไข่หนึ่งฟองที่เหลือออกเริงร่อนไปได้พักหนึ่ง ก็กลับมาป้วนเปี้ยนอยู่บนระเบียงใหม่อีกรอบ คราวนี้กลับมาทำรังในกระถางต้นไม้ เรี่ยมเร้ยิ่งกว่าเก่า เผลอแป็บเดียวก็ไข่ออกมาให้ฟักอีกสองฟอง และตั้งแต่นั้นมันก็นอนฟักไข่ใหม่ในรังใหม่ ทิ้งไข่เก่าในรังเก่าให้นอนโต้ลมหนาวเดียวดายไม่ไยดี

บนระเบียงเริ่มมีกลิ่นอึของมันโชยมาบ้าง บางวันหงุดหงิดฉันก็อยากไล่มันไปให้พ้นๆ แต่เมื่อคิดว่าช่วงนี้อากาศกำลังหนาว ขนาดฉันสวมเสื้อตัวหนาห่มผ้าหนาๆ ยังนอนสั่น แล้วมันมีแต่ขนคลุมตัว หากไล่ไปเผชิญลมหนาวข้างนอกจะทุกข์ทนแค่ไหน ก็จำตัดใจให้มันนอนกกไข่ไปอย่างนั้น ถึงอย่างไรเราก็สัตว์ร่วมโลกเดียวกัน

ขออวยพรให้ทุกชีวิตผ่านพ้นคืนวันเลวร้ายไปได้ด้วยดี


สหายน้อยของเธอ
ห้องน้อยในสายลมหนาว
ปลายมีนาคม 2554



เธอที่รัก...

ฉันเพิ่งเดินทางไกลไม่นานมานี้ ไกลในระยะทางซึ่งนานๆ ทีฉันจะมีโอกาสสักครั้ง อันที่จริง ถ้าจะพูดถึงโอกาสฉันคงหาได้ไม่ยากเย็น เสียแต่ฉันมีข้อแม้ให้ตัวเองมากไปหน่อย การเดินทางของฉันจึงจำต้องเข้าข่าย ‘นานๆ ที’ ไปโดยปริยาย แต่คราวนี้ฉันพยายามกำจัดข้อแม้เหล่านั้นออกไปได้ และฉันก็พบว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

ก็แค่...ตัดสินใจ และยืนยัน

บนขบวนรถไฟมุ่งหน้าสู่เมืองหนาวของสยามประเทศ กลับพาหัวใจฉันโบยบินย้อนวันสู่วัยเยาว์ นับเนื่องได้ราวเกือบสิบปีแล้วสินะ ภาพความทรงจำสีสดใสเหล่านั้นมาเต้นเร่าอยู่เบื้องหน้า ละม้ายว่าวันวารในรอบเกือบสิบปีเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันนี้เอง

เด็กสาวกลุ่มหนึ่งนัดแนะกันไปนอนบ้านเพื่อน เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย บ้านที่เราตกลงใจจะไปขออาศัยค้างชั่วคราวเป็นบ้านของเพื่อนร่วมชั้นเรียน แต่คนละกลุ่ม ฉันรู้จักเธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ไม่สนิทสนมเท่าเพื่อนสนิท แต่ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนอันใดเลยในเมื่อเพื่อนในกลุ่มฉันก็ตกลงใจจะไปค้างที่นั่นกันทั้งหมด

เรานัดแนะกันอย่างนั้นจวบจนกระทั่งวันหรือสองวันก่อนเดินทาง

เช้าวันหนึ่งมีคนมาบอกยกเลิกแผนการทั้งหมด เพื่อนในกลุ่มทุกคนจะไปรวมตัวกันที่บ้านเพื่อนอีกคน ซึ่งเป็นบ้านเพื่อนในกลุ่มของเราเอง ใครคนหนึ่งมาถามฉันว่าจะเอาอย่างไร ไปกับพวกเขา หรือจะไปตามแผนการเดิม? นั่นหมายความว่าถ้าฉันเลือกไปกับพวกเขา ฉันจะพรั่งพร้อมด้วยเพื่อนทั้งกลุ่ม แต่ถ้าฉันยืนยันความตั้งใจเดิม ฉันก็ต้องแตกกลุ่มไปคนเดียว

แต่แม้จะรู้อย่างนั้นฉันก็ยังเลือกอย่างหลัง

ฉันรู้ดีทีเดียวว่าทำไม? บางครั้งเราก็ต้องเลือกกระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อยืนยันความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ยืนยันกับใครเลย แต่ยืนยันกับหัวใจของเรานี่แหละ ว่าไม่มีใครมามีอิทธิพลเหนือความคิดการตัดสินใจของเราได้ ครั้งหนึ่งแม่เคยบอกว่าฉันติดเพื่อน เพราะเลิกเรียนทีไรฉันมักทำตัวเหลวไหลกลับบ้านล่าช้าเสมอ แต่เปล่าเลย ฉันรู้ดีแก่ใจทีเดียวว่าฉันไม่ได้เป็นอย่างแม่ว่าสักนิด และการตัดสินใจในคราวนั้นก็ยืนยันได้ดี

เราย่อมได้อะไรบางอย่างจากการเดินทางเสมอ การเดินทางในคราวนั้นก็เช่นกัน

เด็กสาวคนหนึ่งมานั่งรอฉันอยู่แล้วที่จุดนัดพบ ทันทีที่เราเจอกันเธอยิ้มให้ แล้วเดินนำฉันไปขึ้นรถโดยสารเพื่อมุ่งหน้าสู่บ้านเธอ ระหว่างการเดินทางฉันครุ่นคิดกังวลสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะ ทางบ้านเธอจะเป็นอย่างไร จะยินดีต้อนรับฉันมั้ย พ่อแม่เธอใจดีหรือเปล่า ฉันจะอึดอัด หรือเจ้าของบ้านจะอึดอัดไหมนะ

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเราก็เดินทางถึงจุดหมาย บ้านของเธอเป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดกะทัดรัด ทาสีเหลืองสดใส สมาชิกครอบครัวมีทั้งหมดหกคน พ่อ แม่ ลูกชายสอง และลูกสาวสอง เธอเป็นคนสุดท้อง ฉันมีโอกาสได้เจอพี่ชายและพี่สาวของเธออย่างละคน ความกังวลทั้งหมดทั้งมวลของฉันมลายหายไปทันทีที่ฉันได้ทำความรู้จักกับพ่อและแม่ของเธอ พ่อเป็นข้าราชการครู ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ท่านทั้งสองใจดีและมีเมตตา แม่ลุกขึ้นมาทำอาหารตั้งแต่ยังไม่สว่างเพื่อให้เราได้ทานก่อนไปสอบทุกวัน และเมื่อกลับถึงบ้านในตอนเกือบค่ำก็มีอาหารรอพร้อมอยู่บนโต๊ะ ก่อนนอนในแต่ละคืนเราพูดคุยกันสารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัวของเธอ ครอบครัวของฉัน ความฝันของเราทั้งสอง เรื่องเพื่อน เรื่องครู อนาคตข้างหน้า ถึงบัดนี้ฉันจำไม่ได้แล้วว่าฉันใช้เวลาอยู่ที่นั่นกี่วันกี่คืน แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นก็ทำให้ฉันได้รู้จักเธอผู้เป็นเพื่อนของฉันมากขึ้น ได้เห็นความผูกพันอันแสนอบอุ่นในครอบครัวเธอ แค่เวลาไม่กี่วันที่นั่นทำให้ฉันรู้จักเธอมากกว่าเวลาทั้งสามปีที่เราคบกันในห้องเรียนเสียอีก

แม้ผลสอบจะไม่ออกมาตามหวัง แต่ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้รู้ว่าตัดสินใจไม่ผิด

เธอที่รัก การเดินทางในครั้งนี้ก็เช่นกัน กับเพื่อนกลุ่มเดิม และการเปลี่ยนแผนการกะทันหันซ้ำรอยเดิม ฉันก็ยังยืนยันความตั้งใจเดิม บนขบวนรถไฟที่มีฉันกับเพื่อนอีกคน บนเส้นทางที่ไม่เคยคุ้น ไม่อาจรู้ได้ว่ามีอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า

แต่การเดินทางย่อมให้อะไรบางอย่างกับเราเสมอ คราวนี้ก็อีกนั่นแหละ ฉันคงไม่ต้องบอกเธอหรอกนะว่าฉันได้อะไรมาบ้าง ถ้าเธอเคยเดินทาง เธอก็คงรู้


ระลึกถึงเสมอ
หญิงสาวบนดวงดาวความฝัน
ปลายกุมภาพันธ์ 2554



ดวงใจฉัน

ปีนี้ฤดูหนาวยาวนานเหลือเกิน ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกเหมือนฉันมั้ย แต่ร่วมเดือนมาแล้วที่ฉันไม่ต้องพึ่งพาเครื่องทำความเย็น ตื่นรับเช้าวันใหม่ก็มีผ้าห่มพันอยู่รอบตัว มันไม่หนาวนักหรอก กำลังอบอุ่นสบายเชียวแหละ และคงไม่ต้องบอกเธอหรอกนะ ว่าฉันชอบแค่ไหน

มีเรื่องน่าตื่นเต้นยินดีจะเล่าให้เธอฟังด้วยล่ะ

ฉันเคยบอกเธอหรือยัง? ว่าระเบียงห้องฉันมีนกพิราบคู่ผัวเมียมาทำรังอยู่ด้วย เปล่า- อย่าได้หลงคิดว่าฉันรักสัตว์จนกางปีกออกต้อนรับพวกมันหน้าบานอะไรขนาดนั้น เรื่องนี้ไม่น่ายินดีเลย ออกจะน่ารำคาญด้วยซ้ำ ฉันเคยคิดจะตะเพิดไล่มันไปตั้งหลายครั้งแล้ว ก็มันชอบส่งเสียงดังหนวกหู ก่อความรำคาญไม่หยุดหย่อน

ใหม่ๆ มันเริ่มต้นด้วยการแวะเวียนมาพลอดรัก ตอนนั้นฉันตื่นเต้นอยู่หรอก ก็แหม นานๆ จะมีอาคันตุกะพิเศษมาเยี่ยมเยียนใกล้ชิดกันขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องยินดีเป็นธรรมดา หลังจากนั้นมันเล่นมาทุกวันเลยนี่สิ ชักจะไม่ธรรมดาแล้ว แต่ฉันยังไม่เอะใจอะไรหรอก นึกว่ามันจะแค่ติดใจสถานที่ติ๊ดชึ่งใหม่เท่านั้นเอง ก็เหมือนคน ที่ชอบเห่ออะไรใหม่ๆ เป็นพักๆ แต่จนแล้วจนรอด เกือบเดือนมันก็ยังไม่เบื่อ ทีนี้ล่ะเริ่มเอะใจ ไปด้อมๆ มองๆ ว่ามันแอบทำอะไรไม่บอกไม่กล่าวกันรึเปล่า จริงๆ ก็เกรงใจมันอยู่หรอกนะ เหมือนจะไปละล้าบละล้วงเรื่องส่วนตัวของมันอย่างไรไม่รู้ หวั่นไปว่าจะโผล่ไปจ๊ะเอ๋ตอนมันกำลังจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันอยู่ เลยต้องแอบๆ ไปตอนมันไม่อยู่ แล้วก็เห็นจะๆ ตา หลักฐานคาหนังคาเขา มันแอบมาทำรังอยู่ซอกกระถางต้นไม้นั่นเอง ปิดทางระบายน้ำอีกต่างหาก โป๊ะเช๊ะอยู่ตรงสะดือน้ำ ให้ตาย มันเป็นนักหาทำเลที่เยี่ยมยอด!

รังของมันเป็นเศษกิ่งไม้และใบไม้ ปิดพื้นปูนแทบไม่มิด ไม่รู้ว่ามันไปคาบมาจากไหน คาบมาตอนไหน และคาบมาได้อย่างไร รู้แค่ว่า มันขอแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์โดยไม่ทำเรื่องยื่นขอมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแม้แต่บอกกล่าวให้เจ้าของสถานที่รับรู้ แบบนี้มันเข้าข่ายลักลอบบุกรุกพื้นที่กันชัดๆ เจ้าของตัวจริงอย่างฉันจึงต้องปกป้องสิทธิ์ของตนเองโดยการใช้มาตรการกระชับพื้นที่ ฉันรดน้ำต้นไม้จนท่วมระเบียงทุกวัน รังมันเปียกแล้วเปียกอีก แต่มันไม่ยักกะไปไหน

มันหน้าด้านหน้าทนจังเลยนะ เธอว่ามั้ย?

อยู่มาอีกหน่อยมันชักเอาใหญ่ ถือว่ายึดระเบียงได้เลยเหิมเกริม คิดขยายฐานที่มั่น วันหนึ่งฉันกลับเข้าห้องตอนค่ำ เจ้าตัวผู้มันเข้ามาเกาะอยู่บนหลังตู้เสื้อผ้า ดู๊ ดูมันทำ มันกะจะยึดห้องฉันทั้งห้องหรือไร ไล่มันแล้วก็ไม่ยอมไป คำว่า ‘หน้าด้าน’ คงไม่พอสำหรับมันแล้วล่ะ ฉันประนีประนอมด้วยการให้มันนอนร่วมห้องด้วยหนึ่งคืน ใจจริงก็นึกนิยมมันอยู่ไม่น้อย รังมันกระจิ๋วหลิว นอนสองตัวเห็นจะขี่กันตาย มันคงสละที่ให้เมียรักซุกกายนอน ส่วนตัวเองหาที่ทางเกาะแค่พอข้ามคืน

แต่ความใจดีก็ใช่เรื่องดี

เจ้านกมันชักเหลิง วันหลังเอาอีก คราวนี้ฉันไม่ยอม เป็นไงเป็นกัน ยังไงก็ต้องหาไม้มาไล่มันออกไปให้ได้ แต่มันก็ไม่ยอมบินออกนอกระเบียงอยู่ดี ฉันคาดเดาเอาว่าคงเพราะข้างนอกมืดตึดตื๋อ สายตามันอาจจะมองในที่มืดไม่เห็น มันจึงได้แต่บินวนเวียนอยู่ในห้อง พอปิดไฟแล้วเปิดประตูห้องไล่มัน มันก็บินไปเกาะคานบนระเบียงทางเดิน

เห็นอย่างนั้นอดสงสารไม่ได้เหมือนกัน มันเอียงหัวมองซ้ายมองขวา เหมือนไม่รู้จะไปทางไหนดี ฉันต้องรีบปิดประตูห้องไม่อยากมอง ถึงอย่างนั้นก็ยังกังวลว่ามันจะหาทางออกไปสู่ท้องฟ้าเบื้องนอกได้มั้ย ถ้ามันไปด้านหนึ่งจะเป็นประตูสู่ระเบียงอาคาร หรือถ้าไปอีกด้านก็เป็นหน้าต่างระบายลม ไม่ว่ามันจะบินไปทางไหนก็ล้วนมีประตูอิสระภาพรอมันอยู่ หวังว่าแค่ชั่วคืนเท่านั้นที่มันจะหลงวนอยู่กับแสงไฟลวงตา

และก็จริง...

เช้าวันรุ่งขึ้นบนระเบียงมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวระงม เจ้านกตัวผู้ตัวเมียได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งแล้ว ฉันผงกหัวขึ้นจากเตียงนอน มองไม่เห็นมันหรอก แต่นั่นก็ทำให้ฉันยิ้มได้

หลังจากคืนนั้นฉันคิดว่ามันคงเข็ดหลาบไม่กล้าเข้ามายุ่มย่ามในห้องอีก แต่มันไม่เช่นนั้น วันหนึ่งฉันออกไปทำธุระ กลับเข้าห้องมาก็พบกับกองอุนจิของมันนอนเขียวอื๋ออยู่ในห้อง มันกลับมาแก้แค้นฉัน ให้ตาย! มันเป็นนกที่ไม่มีคุณธรรมประจำใจเอาซะเลย อาฆาตมาดร้าย ไม่รู้จักการให้อภัย มันไม่รู้รึไงว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

ขณะรดน้ำต้นไม้ในเย็นวันนั้นฉันเลยเอาคืนด้วยการสาดน้ำใส่รังมัน ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร!

รุ่งเช้าก่อนออกจากห้องฉันไม่ลืมปิดประตูระเบียงไว้ ไอ้นกเส็งเคร็งตัวนั้นไม่มีวันเข้ามาวางทุ่นระเบิดไว้ในห้องฉันได้อีก ตอนเย็นฉันกลับมาชะเง้อชะแง้ซอกแซกมองไประหว่างช่องกระถาง หวั่นอยู่เหมือนกันว่ามันจะอพยพหนีไปแล้ว เมื่อวานก็เห็นอยู่ว่าเศษใบไม้รองรังมันกระจัดกระจายไปหมด ถ้ามันทนอยู่ไม่ได้จริงๆ ฉันคงรู้สึกผิดบาปฝังใจไปอีกนาน แต่เธอจ๋า มันยังอยู่ และรังของมันก็งดงามเรี่ยมเร้จนน่าพิศวง ดอกไม้กวาดเหลืองสดหนานุ่มปูรองแทบมองไม่เห็นพื้นปูน รูปทรงของรังสวยงามไม่ต่างรังนกบนคาคบต้นไม้ ประหลาดใจแท้ว่ามันไปเอาดอกไม้กวาดมาจากไหน เหลียวมองไม้กวาดประจำห้อง โอ...เยินเชียะ

ไอ้นกอั-ปรีย์!

มันประกาศสงครามกับฉันอย่างเป็นทางการแล้วใช่มั้ยเธอ? ถ้าจับมันมาถอนขนทอดกรอบ ต้องชดใช้บาปสักกี่มากน้อยนะ แม่จะจับผัดกระเทียมพริกไทย คลุกข้าวกินให้สาใจเลยเชียว

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เธอจ๋า...ฉันรู้ ฉันจึงพยายามสงบศึก เลี่ยงไม่เผชิญหน้า คิดเสียว่ามันอยู่ส่วนมัน ฉันก็อยู่ส่วนฉัน แม้ฉันต้องรับผิดชอบจ่ายค่าห้องแต่ผู้เดียว แต่ให้มันอีกสองชีวิตร่วมอาศัยด้วยก็ไม่เป็นไร มันไข่ออกมาเมื่อไหร่ค่อยยึดมาทำอาหารแทนค่าห้องก็คงไม่ขาดทุนนัก

เมื่อจำใจยอมแบ่งปันพื้นที่ ฉันก็ต้องทำใจยอมรับผลที่ตามมา นั่นคือเสียงดังหนวกหูน่ารำคาญยามฉันต้องการสมาธิอย่างที่สุด หลายครั้งไอ้เสียงนรกจกเป-รตนั่นมันชวนโมโหจนพานอยากไล่ตะเพิดไปให้พ้นๆ แล้วยกรังมันโยนทิ้งไปนอกระเบียงให้รู้แล้วรู้รอด

แต่นั่นมันก็แค่ความคิดดำมืดในจิตใจส่วนหนึ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมายามอารมณ์ฝ่ายต่ำครอบงำ ฉันหาได้กระทำจริงๆ หรอก พอทนไปอีกหน่อย เสียงที่เคยรำคาญก็พานให้ชิน ยิ่งเจ้าตัวเมียอยู่ติดรังทุกวัน เจ้าตัวผู้คอยเทียวเข้าเทียวออก ชะแง้มองใกล้ชิดมันเจ้าตัวเมียก็ไม่ยอมทิ้งรังไปไหน ก่อเกิดความสงสัยในจิตใจไม่น้อย

จนกระทั่งร่วมอาทิตย์ที่มันเฝ้ารังอยู่อย่างนั้น ผู้สามีจิกอาหารมาให้อย่างเคย และเหมือนว่ามันจะพูดคุยกันบางอย่าง อาจจู๋จี๋ตามประสาผัวเมีย หรือถกเรื่องปัญหาระดับชาติฉันก็ไม่อาจรู้ได้ เจ้าความสงสัยก็เริ่มติดหมัด วันนั้นกะว่าเอาให้ชัวร์ ฉันเข้าไปใกล้รังมัน ทำเสียงดังให้มันตกใจ เจ้าตัวผู้บินหนี ส่วนเจ้าตัวเมียเบี่ยงตัวซุกข้างกระถาง แล้วฉันก็เห็น...

ไข่นกสองฟองนอนเด่นอยู่กลางรัง

เธอจ๋า ฉันไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกตอนนั้นอย่างไรดี ฉันรู้แค่ว่าฉันตัวสั่นไปหมด เกาะราวตากผ้ามองรังมันนิ่ง ครู่ใหญ่ฉันค่อยๆ ถอยกลับเข้าห้อง ไม่กล้าแม้จะทำเสียงดังรบกวนมันอีก

หลังจากนั้นฉันก็ชอบแอบดูยามเจ้าตัวผู้บินกลับรัง คาบอาหารมาให้เมียมัน พูดคุยจู๋จี๋กันสักพัก แล้วเกาะนิ่งอยู่ริมระเบียงตรงนั้นนานนับชั่วโมง ขณะที่เจ้าตัวเมียก็นอนกกไข่นิ่งอยู่ในรัง ถ้าฉันออกไปทำธุระนอกระเบียงโดยแกล้งไม่สนใจ มันก็จะเกาะอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน หรือถ้าไปก็ไม่ไกลมากหรอก ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นแหละ ฉันชักจะชอบมันแล้วสิ

เรื่องราวรอบตัว และความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลกชนิดอื่นๆ ถ้าตั้งใจมอง เราจะพบมุมน่ารักๆ อย่างนี้เอง ไม่รู้เมื่อไหร่สมาชิกใหม่ของครอบครัวนกจะกะเทาะออกจากไข่ ถึงตอนนั้นระเบียงห้องของฉันคงเจี๊ยวจ๊าวกันพิลึกล่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก อีกสักพักฉันก็จะชิน

ถ้ามันฟักออกมาเมื่อไหร่ จะเขียนมาเล่าให้เธอฟังอีก


ระเบียงสกุณา
หญิงสาวจากดาวดวงเดิม
ปลายมกราฯ 2554

ยอดปิยมิตรผู้ไม่เคยห่างหายไปจากดวงใจ

จดหมายฉบับแรกในรอบหลายเดือนนี้คงทำให้เธอประหลาดใจไม่น้อย ฉันส่งจดหมายมาด้วยความระลึกถึงอยู่ไม่รู้คลาย ที่ห่างหายไปใช่ว่าฉันจะลืมเธอแล้ว มีเหตุผลร้อยพันล้านแปดอยู่ในนั้น แต่จะมีประโยชน์อันใดที่จะนำมาอธิบายให้เธอฟัง ในเมื่อฉันรู้ดีอยู่แก่ใจว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง

เธอที่รัก ฉันใช้ชีวิตเพียงลำพังมาร่วมสองเดือน ชีวิตเดียวดายบนดวงดาวนี้ไม่ยากลำบากและอ้างว้างเกินไปนัก ฉันยังดำรงตนอยู่ในรูปแบบอันเป็นมา ให้เวลากับสิ่งที่รักเหนือสิ่งใด ตัวอักษรของฉันโลดแล่นเริงร่าอยู่ในทุ่งฝันอันสะพรั่งพราว ยังมีสิ่งใดทำให้ดวงใจอิ่มเอิบปลาบปลื้มได้มากกว่านี้อีกหรือ สำหรับนักฝันผู้มั่นฝากฝังตนไว้กับการจดจารอักษร

ที่รักแห่งฉัน ขอเธอจงรู้ แม้ฉันไม่มีถ้อยอักษรถึงเธอในรูปจดหมาย แต่ทุกตัวอักษรที่กลั่นร้อยเรียงจากหนึ่งดวงใจ...ฉันเขียนเพื่อเธอ

ดวงดาวของฉันเข้าฤดูเหน็บหนาว หลายเดือนมานี้อากาศหนาวเย็นแวะเวียนมากี่รอบฉันก็ขี้เกียจจะนับ มาเพียงแวบๆ แล้วจากไป สองสามวันก็แวะมาอีก ฉันชอบจังอากาศหนาว มันทำให้โลกใบน้อยของฉันหมุนช้าลง มันทำให้ดวงตาที่ฉันมองโลกอ่อนโยนขึ้น ในความหนาวเปี่ยมด้วยความอบอุ่น ไม่รู้มันมาจากไหน แต่ฉันรู้ มันมีอยู่

ต้นไม้ริมระเบียงสดใสทุกต้น คงไม่เกี่ยวกับอากาศหนาว อยู่ที่ความใส่ใจของคนดูแลมากกว่า ฉันรดน้ำต้นไม้ทุกวัน รู้สึกดีที่มีพวกมัน มีความสุขที่ได้เห็นมัน ทุกครั้งเมื่อมองพวกมันฉันมองด้วยดวงตาแห่งรัก ฉันคิดว่าพวกมันคงรับรู้ได้ ถึงได้ดูสดใสเบิกบานกันเช่นนั้น

ไม้แขวนสองต้นที่ตอนแรกจะตายมิตายแหล่ ได้รับการประคบประหงมจนผ่านพ้นวิกฤตมาแล้ว เริ่มผลิใบใหม่เขียวสดมาล้อลมหนาว ซากระย้าย้อยของมันยังคาต้น มองดูคราใดก็อดคิดไม่ได้ว่า ในช่วงเวลาเหล่านั้นมันผ่านมาได้อย่างไร มันจะมีความรู้สึกนึกคิดเจ็บปวด ทดท้อ ปล่อยให้ชีวิตตนไหลไปตามยถากรรมบ้างไหม หรือที่มันมีชีวิตจนผลิใบใหม่มาได้นั้น เพราะมันได้ต่อสู้ยื้อยุดชีวิตมาเต็มกำลังของมันแล้ว

จะอย่างไรมันก็ยังมีชีวิต เป็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่เหี่ยวแห้ง ยามขาดน้ำ ขาดอาหาร และเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผลิใบเมื่อมีเรี่ยวแรงให้ผลิ

ฉันหวังจะเป็นเช่นนั้น เป็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่เซาซบเมื่อโอกาสและปัจจัยไม่เอื้ออำนวย แต่ยังเข้มแข็ง รอวันเวลาแตกใบใหม่มาแต้มโลก

ฉันหวังจะเป็นเช่นนั้น


คิดถึงอยู่มิรู้คลาย
หญิงสาวบนดาวสีน้ำเงิน
กลางธันวาฯ 2553
ยอดปิยมิตรที่รัก

อีกแล้ว ฉันละเลยเธออีกครั้งแล้ว ไม่อยากย้อนเวลาไปดูวันเดือนปี ว่าฉันปล่อยให้การสื่อสารระหว่างเราขาดหายไปนานแค่ไหน และมิอาจกล่าวคำอื่นใดนอกจากคำว่า...ฉันเสียใจ

เสียใจที่ลดความสำคัญของเธอลงจนให้เรื่องอื่นมากลบเสียหมดสิ้น และฉันก็มิอาจให้คำสัญญาแก่เธอได้ ว่าต่อไปจะไม่ทำแบบนั้นอีก จะสัญญาได้อย่างไร ในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีวันรักษาสัญญาได้

ตอนนี้ฉันย้ายมาอยู่ดาวสีหม่นชั่วคราว บรรยากาศรอบตัวอึมครึมและซึมเซา ประหลาดใจเป็นที่สุด ฉันเคยชมชอบบรรยากาศแบบนี้สุดใจ...ห้วงยามงามเหงาอันแสนหวาน ทุกอณูอากาศแทรกซึมด้วยความเงียบสงบ เหมือนลมหยุดพัด ใบไม้หยุดไหว แต่ละวินาทีละม้ายว่าเกียจคร้านจะดำเนินเคลื่อนผ่าน

เมื่อบรรยากาศที่ว่าเยี่ยมหน้ามาทายทัก ฉันเฝ้าคอยแต่จะขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มิสนใจไยดีกับเรื่องราวอื่นใด ปล่อยให้เวลาเอื่อยเฉื่อยผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า คล้ายลูกแมวขี้เซานอนซุกกายเกียจคร้านอยู่ข้างเตาอุ่นของวันฤดูหนาว แม้ภายนอกจะดูเหมือนเช่นนั้น สงบซบเซา แต่ภายในกลับสดใสเริงร่า ความมีชีวิตชีวากำลังโลดแล่น แน่นอน มีเพียงฉันคนเดียวที่รู้

โลกในหนังสือ โลกในจินตนาการ เบิกบานช่วงเวลาเช่นนี้เสมอ

แต่ ณ ดวงดาวสีหม่น มันช่างอึมครึมทั้งโลกจริงและโลกฝัน ฉันนอนซึมกะทือ จินตนาการว่างโหวง ความมีชีวิตชีวาเหมือนโบยบินหนีหน้าไปสุดขอบดาราจักร แม้แต่แขนขาก็ไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ราวหญิงแก่วัยแปดสิบไร้แล้วซึ่งเรี่ยวแรง หัวใจเต้นผะแผ่ว คลื่นสมองขาดห้วง ลมหายใจรวยริน ฉันกำลังจะสิ้นแรงต่อลมหายใจให้ตนเอง

ให้ตาย! ฉันยังสาวสะพรั่งอยู่แท้ๆ

เชื่อเถอะ ว่าฉันยังสาวสะพรั่ง ยัยแก่แร้งทึ้งที่ว่านั่นไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ฉันแน่นอน หล่อนเป็นใครอีกคนที่ฉกฉวยร่างกายฉันไปนอนหายใจพะงาบๆ ยามฉันเผลอตัว แต่อีกไม่นานหรอก เมื่อลมหายใจเธอดับสูญ ฉันจะเกิดใหม่ในร่างกายเดิม ความมีชีวิตชีวาจะกลับเยี่ยมเยือน ความฝันและจินตนาการจะโลดแล่น หัวใจอิสระจะโบยบินดุจนกเสรีทะยานไม่หยุดยั้ง

แค่เฝ้ารอ...และเฝ้ารอ...


รักยิ่งเหนือสิ่งใด
สหายไกลโพ้น
วันอึมครึมในฤดูร้อนของดาวกลียุค





ปิยมิตรที่รักยิ่ง

อีกครั้งที่ฉันจำต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ บรรยากาศทึบทึม สหายร่วมห้องเพิ่งแพ็คกระเป๋าเดินทางกลับบ้านเมื่อตอนบ่ายจัด ทั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเตรียมการล่วงหน้า ทุกอย่างปุบปับและฉุกละหุก เธอทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางการชุมนุมของคนกลุ่มใหญ่ มิตรคนดี- เธอคงยังไม่รู้ว่าดวงดาวของฉันเกิดความแตกแยก มีการแบ่งพวก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพียงเพราะผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน ปลุกปั่นบ้านเมืองเสียเละตุ้มเป๊ะ ฉันไม่อยากพูดใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงขอเว้นเสีย

กลับมาที่เพื่อนรักของฉัน ที่เกริ่นถึงการชุมนุมก็เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้ว ห้างสรรพสินค้าอยู่ใจกลางการชุมนุม เป็นเหตุให้ต้องปิดทำการไม่มีกำหนด เธอว่างงานมาสี่วัน เข้าวันที่ห้าไม่มีวี่แววว่าห้างฯจะเปิด เธอจึงแพ็คกระเป๋ากลับบ้าน ทิ้งฉันไว้เพียงลำพัง

อาจฟังว่าฉันกำลังน้อยใจ เหงา หรือว้าเหว่ เปล่าเลย ฉันไม่ได้รู้สึกใดๆ อย่างที่ว่านั่น นอกจากจะรู้สึกเพียงเงียบและสงบ

ไม่ค่อยบ่อยนักหรอกที่ฉันจะรู้สึกเหงา เพราะฉันคุ้นชินและชื่นชอบความเงียบสงบเป็นชีวิตจิตใจ ฉันสามารถอยู่ในที่เงียบๆ สงบๆ ได้เป็นวันๆ มีแต่คนถามว่าฉันอยู่ได้ยังไง เขาประหลาดใจฉัน แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ฉันก็ประหลาดใจเขาเช่นกัน เพราะความเงียบสงบเป็นสิ่งน่าพิสมัยยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ทำไมเขาถึงคิดว่าฉันจะอยู่กับมันไม่ได้?

บางครั้งฉันก็รู้สึกตกใจ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองช่างแปลกแยกและแตกต่างจากชาวบ้านชาวช่องเขาไปทุกที อย่างวันนี้ ฉันกับเพื่อนคุยกันเรื่องการเดินทางกลับบ้าน เธออยากนั่งเครื่อง แต่เธอกลับฉุกละหุกแบบนี้คงหาตั๋วลำบาก รถทัวร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

นึกย้อนกลับไปหลายปีก่อน เราเดินทางโดยรถไฟ ต่อมาก็รถทัวร์ธรรมดา ขยับเป็นรถทัวร์วีไอพี จนตอนนี้อยากไปไหนๆ เครื่องบินก็ส่งเราถึงที่หมายได้ปุบปับทันใจ ใครๆ ก็เป็นแบบนี้ เดินทางไปหาความก้าวหน้า ชีวิตคนเราต้องพัฒนาขึ้น แต่ฉันกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะฉันยังนึกอยากโดยสารรถไฟเหมือนก่อน อยากมองทุ่งนา มองป่าเขา ฟังเสียงสายลมหวีดหวิว เสียงฉึกกะฉักของล้อรถ เสียงกรีดแก้วหูเมื่อรถวิ่งข้ามสะพานเหล็กหรือเข้าอุโมงค์ มองดูเส้นผม เครื่องแต่งกายของผู้โดยสารเต้นไปตามจังหวะสายลม มองภาพงดงามของขอบฟ้ายามเปลี่ยนสีสันอัสดง

เราชื่นชมกับภาพงดงามระหว่างทาง ขณะหัวใจตระหนักว่ามีจุดหมายปลายทางให้มุ่งไปหา ยามนั้นฉันเห็นภาพงดงามทั้งภายนอก และภายใน

เธอบอกว่าฉันเป็นนักฝันเกินไป มีจินตนาการเกินไป ฉันรู้ เธอมิได้ตำหนิติเตียน หรือเย้ยหยันถากถาง กลับกัน สีหน้าเธอยิ้มละไม บอกให้รู้ว่าเธอมิได้ดูถูกความคิดฉันเลยสักนิด และเธอก็มิได้บอกให้ฉันกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ฉันเข้าใจว่า สิ่งใดที่ฉันมีความสุข เธอยินดีให้ฉันคิดฉันทำ และเธอพร้อมรับฟังมันเสมอ

เหมือนกับการใช้ชีวิตของฉันที่ออกจะแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านชาวช่อง ชีวิตกลับหัวกลับหางไปเสียหมด ถึงกระนั้นเธอก็เข้าใจ อย่างน้อยฉันก็คิดว่าเธอเข้าใจ

กว่าเธอจะกลับมาฉันมีเวลาอยู่คนเดียวถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม ปกติฉันต้องหาใครสักคนมานอนเป็นเพื่อน แต่ครั้งนี้อยากอยู่ด้วยตัวเองมากกว่า นอนอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ครุ่นคิดโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย บางทีฉันอาจขบปัญหายิ่งใหญ่ที่ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวได้สักปัญหา ไม่ก็มีความคิดดีๆ เจ๋งๆ ผุดขึ้นในหัวสักอย่าง หรือถ้าไม่ได้อะไรอย่างที่ว่ามาเลยก็อาจเก็บกวาดห้อง สำรวจหนังสือหนังหาที่สุมรุมอยู่ในตู้ บนโต๊ะ ใต้โต๊ะ หัวเตียง คัดแยกเล่มที่อ่านแล้วกับยังไม่ได้อ่าน และจัดการทยอยคืนหนังสือของใครๆ ที่หยิบยืมมา ฉันมั่นใจว่าต้องมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสิบเล่มเป็นแน่ และเกินกว่าครึ่งที่ฉันยังไม่ได้เปิดอ่าน หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการสะสาง

นอกระเบียงความมืดโรยตัวลงมาแล้ว ป่านนี้เธอคงกำลังนั่งกอดหมอนอยู่บนรถทัวร์ มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง สถานที่ซึ่งคนที่เธอรักรอคอยอยู่ และในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ห้องนี้ คนที่รักเธอคอยส่งใจอำนวยพรให้เธอเดินทางถึงจุดหมายโดยปลอดภัย

ฉบับนี้เขียนมาคุยเล่น บอกเล่าเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งในชีวิต หวังว่ายอดมิตรของฉันคงไม่เบื่อที่จะรับฟัง


รักและคิดถึงเสมอ
มิตรน้อย, ดาวสีน้ำเงิน
ก่อนสงกรานต์ 2553

มิ่งมิตรที่รัก

เริ่มเขียนจดหมายถึงเธอฉบับนี้ฉันเพิ่งกลับจากออกกำลังกาย เหงื่อยังชุ่มตัวอยู่เลย ฉันนั่งอยู่หน้าโต๊ะญี่ปุ่นขนาดใหญ่พอควร เบื้องหน้ามีโน้ตบุ๊กหน้าจอปิดสนิท ซ้ายมือมีกองหนังสือวางเรียงอยู่สี่ห้าเล่ม ขวามือมีน้ำเต้าหู้แก้วใหญ่ยักษ์ไว้ละเลียดซดเมื่อต้องหยุดคิดว่าจะเขียนเล่าอะไรให้เธอฟังต่อไปดี

ตั้งแต่จดหมายฉบับก่อนโน้น ที่เคยเล่าเรื่อง ‘เช้าฤดูหนาว’ ก็เพิ่งวันนี้แหละนึกคึกลุกขึ้นมาออกกำลังกายตอนเช้าอีกครั้ง รู้สึกคึกคักกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากมาย

เมื่อวานไปเดินเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือ ไม่ได้ตั้งใจล่วงหน้าหรอกว่าจะซื้ออะไรบ้าง ดูเหมือนไม่มีแผนการแต่แท้จริงก็เป็นแผนการอยู่ในนั้น แผนการที่ตั้งใจว่าจะไม่วางแผนการไงล่ะ ไม่ได้เสาะหาแผนที่บูธต่างๆ ภายในงานอีกเช่นกัน คิดว่าเดินดูไปเรื่อยๆ เห็นอะไรน่าสนใจก็แวะดูแวะเลือก แต่พอเดินดูเข้าจริงๆ เออหนอ...เล่มนี้เคยนึกอยากได้ เล่มนั้นกำลังเสาะหาอยู่ เล่มโน้นก็ตามหามานานแล้ว แต่จะเล่มไหนๆ ก็ต้องตัดใจเดินผ่านไปก่อน เผื่อว่าบางทีจะเจอเล่มที่ใช่กว่ารออยู่เบื้องหน้า ไม่อยากให้เข้าทำนองว่า ‘เจอไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น’ แม้กรณีนี้จะไม่มีขวานให้บิ่น แต่ถ้าเอาแต่ใจงบประมาณในกระเป๋ามันจะเหี้ยนเตียนเอาได้ อีกทั้งยังไปคนเดียวเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็ไม่มีให้หยิบยืม เจอหนังสือถูกใจแต่พอล้วงเข้ากระเป๋า...ว่างเปล่า คงได้กลับมาตีอกชกหัวอยู่ที่ห้องคนเดียว

เจอหนังสือเรื่อง ‘ต้นส้มแสนรัก’ ที่บูธหนึ่ง เคยนึกอยากซื้อมานานนักหนา แต่ไม่ถึงกับมากมายอะไร คงต้องเล่าย้อนไปว่า ครั้งหนึ่งมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำให้อ่าน แถมยังบริการให้หยิบยืมถึงที่ แต่ฉันเอามาวางไว้ให้ฝุ่นเขรอะเป็นแรมปี จนเจ้าของเขาทวงก็ยังไม่ได้อ่าน สุดท้ายก็หอบไปคืนเมื่อเปิดดูได้ไม่กี่หน้า

ตอนหลังถึงมาพบว่ามีเสียงกล่าวขวัญถึงหนังสือเล่มนี้กันหนาหู ล้วนแล้วแต่มาจากนักเขียนที่ฉันพอจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามอยู่บ้าง ถึงได้นึกเสียดายมาจนกระทั่งถึงตอนนี้

แต่เจอกันเมื่อวานก็ใช่จะได้เกี่ยวก้อยจับจูงกันมาด้วย ขนาดเล่มเล็กบาง ลดราคาแล้วไม่ถึงร้อย แต่ตอนหยิบขึ้นมาดูสายตามันดันเหลือบไปเห็นเล่มที่วางเคียงกัน ‘ต้นส้มแสนรัก2’ เล่มหนาขึ้นมาหน่อย ถ้าเล่มเดียวก็พอทำเนา แต่สองเล่มแบบนี้ ดูหนังสือที่หิ้วอยู่ในมือแล้ว ซื้อเพิ่มอีกก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้อ่าน จึงตัดใจวางลงคืนที่ ได้แต่ลูบปลอบประโลมน้องเค้าในใจว่า

“เอาไว้ให้ฤกษ์งามยามดีกว่านี้อีกหน่อยนะจ๊ะ แล้วพี่จะมารับไปอยู่ด้วย”

ถึงกระนั้น ตอนเดินออกมาสายตายังละห้อยมอง

ออกจากศูนย์ประชุมฯ ได้หนังสือติดมือมา 5 เล่ม เพียงพอสำหรับอ่านไปถึงปีหน้า ปีหน้าจริงๆ นั่นแหละ เอาแค่เรื่อง ‘ตัว**-ของ**’ โดยท่านพุทธทาส ขนาดหน้า 450 หน้า เล่มเดียว ก็ไม่ต้องพูดถึงเล่มอื่นอีก

กลับถึงห้องพักหยิบหนังสือออกมาชื่นชมไม่ทันได้เปิดอ่าน เพื่อนรักก็โทรมาเรียกตัวออกไปธุระ แม้จะไม่อยากออกไปไหน แต่จะปฏิเสธก็ใช่ที่ ฉันพึ่งพาเธอมาเสมอ ถึงเวลาเธอพึ่งพาฉันบ้างฉันกลับไม่ดูดำดูดี ก็คงเป็นเพื่อนระยำไปแล้ว

เสร็จธุระของเธอก็ประจวบเหมาะช่วงรถติด ถือโอกาสแวะเข้าทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เพิ่งหายป่วย หายไอ หายเจ็บคอแท้ๆ ก็ฟาดของทอดของมันเข้าไปเต็มเหนี่ยว ทั้งน้ำผลไม้หวานเจี๊ยบชื่นใจ ตบท้ายด้วยไอศกรีมอีกแท่ง ไม่กลับมานอนไอทั้งคืนก็บุญเท่าไหร่แล้ว

แค่ก้าวออกจากร้านอาหาร สายตาเรดาร์ของเพื่อนรักก็เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาลดราคาตั๋วหนังประจำวันพุธที่ติดอยู่บนเพดาน เวรกรรมอันใดก็ไม่รู้ ถึงได้ดลบันดาลให้เมื่อวานนี้เป็นวันพุธเสียด้วย ทั้งที่ปฏิเสธไปแล้ว แต่พอเค้าบอก “เดี๋ยวเลี้ยง” ก็หูผึ่งตาโต เดินตามเค้าไปต้อยๆ นิสัยนี้เห็นควรต้องเร่งขัดเกลาโดยเร่งด่วน

ช่วงรอรอบหนังคงไม่มีอะไรน่าพิสมัยเท่ากับการเตร็ดเตร่อยู่ในร้านหนังสือ เข้าหมวดโน้นออกหมวดนี้ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ถึงเวลาออกจากร้านจริงๆ ได้ปากกามาด้ามเดียว ราคาแค่ 6 บาท แต่เขียนลื่นนุ่มนวลดีชะมัด ว่าจะหยิบมาสักสองด้าม คิดไปคิดมาฉันไม่ค่อยได้ใช้ปากกามากเท่าดินสอ คงเห่อเขียนสักพักแล้วก็ทิ้งไว้อีก เขียนหนังสือด้วยปากกาทีไร มีแต่ตัวขีดฆ่าเต็มไปหมด จนกลับมาอ่านทวนแล้วพานจะปวดหัว บางครั้งเขียนแทรกมุมโน้นมุมนี้ ถึงเวลาเรียบเรียงต้นฉบับ ข้อความดีๆ(คิดเอาเองนะว่าดี –ฮา)ก็ตกหล่นไปหลายครั้ง ฉันถึงชอบเขียนด้วยดินสอมากกว่า อยากเปลี่ยนประโยคก็แค่ลบออก ถ้าลบไม่ไหวเพราะข้อความมันยาวมาก หรือความคิดไหลเร็วเกินกว่าจะเสียเวลาหยุดลบ จะขีดฆ่าหรือเขียนแทรกเอาบ้างก็คงไม่กระไรนัก ไม่ถึงกับมีลายเส้นลายพร้อยชวนให้ตาลาย อย่างน้อยข้อความยุ่งเหยิงบนหน้ากระดาษก็ได้จัดการไปแล้วบางส่วน

ใครคนหนึ่งเคยบอกไว้ นักเขียนไม่ลบตัวอักษรของตนเอง ข้อความไหนไม่ต้องการก็ใช้วิธีขีดฆ่าทิ้ง ไม่รู้หรอกว่านักเขียนทุกคนจะยึดหลักนี้เหมือนกันหมดหรือเปล่า แต่ฉันไม่เห็นความจำเป็นจะต้องเดินตามใคร ทำในสิ่งที่เราถนัดและสะดวกต่อตัวเราจะดีกว่า

เมื่อครั้ง ม.ต้น สมัยเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูท่านหนึ่ง ข้อสอบของท่านไม่ว่าสอบย่อยสอบใหญ่ กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ต้องเป็นวิธีทำทุกครั้ง แต่ก่อนทำข้อสอบท่านก็จะบอกทุกครั้งเช่นกัน

“โจทย์หนึ่งข้อมีวิธีคิดหาคำตอบเป็นร้อยวิธี ครูไม่สนใจว่าพวกเธอจะใช้วิธีไหนคิดแก้ปัญหา แค่เอาคำตอบมาให้ครูให้ได้ก็พอ”

จะคณิตศาสตร์ อักษรศาสตร์ หรือศาสตร์ไหนก็คงละม้ายคล้ายคลึงกันบางอย่าง

ขณะคิดขณะเขียนเราจมอยู่กับตัวเอง จมอยู่กับความคิดยุ่งเหยิงในหัวก็เพียงพอแล้ว ไยจะต้องมายุ่งเหยิงกับข้อความบนหน้ากระดาษอีกซ้ำสองซ้ำสาม

จะลบวิธีเก่าแล้วคิดคำนวณวิธีใหม่ ขีดฆ่าตัวอักษรกี่พันกี่หมื่นตัวอักษร หรือลบแล้วเขียนซ้ำรอยเดิมอีกกี่พันกี่หมื่นครั้ง สิ่งที่ต้องการคือคำตอบสุดท้ายที่พึงพอใจมิใช่หรือ?

นาฬิกาบอกเวลาว่าฉันนั่งอยู่ตรงนี้มากว่าชั่วโมงแล้ว ก่อนไปออกกำลังกายแช่ผ้าเอาไว้ คงต้องไปซักแล้วล่ะ จดหมายฉบับนี้แค่อยากเขียนมาเล่าโน่นเล่านี่ เปิดซิงปากกาด้ามใหม่ นานๆ จะได้เขียนอะไรด้วยปากกาที แปลกดี

แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้า


ด้วยรัก
สหายน้อย, ดาวสีน้ำเงิน
1 เมษาฯ 2553

ถึง ‘เธอ’ ผู้อยู่ในความคิดถึงเสมอมา


ความเจ็บป่วยของฉันทุเลาเบาบางลงมากแล้ว คงเพราะความสบายใจที่รู้ว่าอาการมิได้หนักหนาอย่างหวาดหวั่น ร่างกายจึงสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตาม ชีวิตก็แบบนี้ ไข้กายไม่เท่าไรแต่ไข้ใจรุนแรงนัก ดึงให้ร่างกายบอบช้ำแสนสาหัส กี่คืนมาแล้วที่ฉันจมอยู่กับน้ำตา กี่พลบมาแล้วที่ฉันกลัวราตรีย่างกราย แท้จริงหาได้หวาดหวั่นกับความเจ็บป่วยไปสักเท่าไหร่ แต่ฉันหวั่นกลัวความเหงาเดียวดายที่สยายปีกโอบล้อม ราวอสุรกายจากขุมอเวจีแสยะเขี้ยวข่มขวัญให้ฉันซุกมุมขดตัวอยู่กับเงาหลืบ หันหาทางไหนพบเจอแต่ความว่างเปล่าให้แอบอิง


ราตรีกาลยามดวงใจมืดมิดมันวังเวงเหลือทน


นั่นแหละสิ่งที่ฉันกลัวยามป่วยไข้ ร่างกายอ่อนแอพาหัวใจบอบบางให้อ่อนแอจนเกินคาดคิด แค่พบพาน ‘ความไม่สะดวกเล็กๆ’ ก็ทำชีวิตเจียนขาดรอน


เคยได้ยินมานักต่อนัก หากทุกข์ไม่ถั่งโถมย่ำยีจนดวงใจป่นปี้ ชีวิตก็ยังกระเสือ-กกระสนหาทุกข์อยู่ร่ำไป แต่หากเมื่อใดทุกข์ย่างกรายจนดวงใจเกินรับ ชีวิตจะเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนวิถี ถ้าไม่เจ็บป่วยคราวนี้ฉันคงไม่รู้ว่าหัวใจนี้มันบอบบางและไหวหวั่นแค่ไหน ยังคงหลงเพริดหลงโง่งมว่ามันแข็งแรงพอจะผ่านทุกปัญหา แท้จริงมันไม่มีปัญญาสักนิด แค่สะดุดก้อนกรวดก็ล้มลงไม่เป็นท่า


หัวใจคงต้องเสริมเกราะเพื่อรับมือกับอุปสรรคนานา แม้หนักหนาสาหัสก็ยังยืนหยัดด้วยตั้งมั่น ไม่ล้มลงแล้วหลอมละลายตนอยู่ในทุกข์ท้ออย่างที่แล้วมา


คงถึงเวลาแล้วที่หัวใจฉันต้องฝึกฝน


นักกีฬายิ่งหมั่นซ้อมเท่าไร ชัยชนะยิ่งเห็นอยู่รำไร นักหัดเขียนยิ่งหมั่นเพียรเท่าไร เหลี่ยมเงาแห่งคมอักษรยิ่งเปล่งประกายแวววาว ไม่ต่างกันเลยกับหัวใจทุรนทุรายดวงนี้ หากขัดเกลา อบรมบ่มนิสัย และฝึกฝนให้ทานทนต่อทุกสิ่ง เชื่อแน่ว่าสักวันความแข็งแกร่งย่อมก่อเกิด


ถึงวันนั้น ยังจะมีอะไรให้ต้องหวาดหวั่น?


ด้วยรักแห่งชีวิต
เมื่อลิ้มรสทุกระทม ปลายมีนาฯ 2553



สหายรัก

ขณะฉันเขียนจดหมายอยู่นี้นาฬิกาบอกเวลา 01.35 น. มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันควรจะนอนหลับพักผ่อน แทนมามัวนั่งถ่างตาเขียนจดหมายถึงเธอ แท้จริงฉันไม่ได้นั่งถ่างตาแต่อย่างใดเลย เพราะดวงตาฉันมันแข็งค้างด้วยความเจ็บปวดทางกายรุมเร้า ฉันเข้านอนตอนเข็มนาฬิกาเดินเลยเที่ยงคืนมาเล็กน้อย และพลิกตัวกลับไปกลับมาจนกระทั่งก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที

ฉันไม่สบายอีกแล้ว ปวดไปหมด มันรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ทุกครั้งมันไม่มากเท่านี้ แทบจะไม่รู้สึกรู้สาด้วยซ้ำ แต่ความเจ็บปวดคราวนี้มันทำให้ฉันหวาดหวั่น

เธอจะเชื่อมั้ยถ้าวินาทีนี้ฉันจะบอกเธอว่าฉันกำลังนึกถึงความตาย เธอคงนึกหัวเราะเยาะว่าไยฉันถึงได้ตื่นตูมไปได้ถึงเพียงนั้น ฉันเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะสหายรัก ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพียงกะพริบตา

ญาติสาวของฉันคนหนึ่ง อายุเพียงแค่สามสิบต้นๆ เธอแข็งแรงดีมาตลอด แต่เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้รับข่าวว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หมอบอกว่าอยู่ได้อีกไม่เกินหกเดือน

ฉันกลัวจังเลย

กลัวว่าสิ่งที่ฉันริเริ่มจะเดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย ไม่ปรารถนาให้มีสิ่งใดค้างคาเลย ห่วงไปสารพัด ความผูกพันทรมานอย่างนี้เอง มันรัดรึงจนฉันดิ้นไม่หลุด

ที่ผ่านมาฉันเคยมั่นใจตลอดว่าตนเองไม่กลัวความตาย ยังนึกเยาะคนอื่นที่คิดกลัว ยังเคยบอกใครๆ ว่าจะหวั่นไปไยหากชีวิตต้องสิ้นสุดเพียงแค่นี้ ดีสิ สิ้นเวรสิ้นกรรมกันชาตินี้ไปเริ่มกันใหม่ชาติหน้า แต่พอเอาเข้าจริงๆ ฉันกลับตัวสั่นงันงก ตลกสิ้นดี

เคยได้ยินคำกล่าวแสนคลาสสิกประโยคหนึ่งมานานแล้ว

“จงทำวันนี้ให้ดีที่สุดเสมือนมันเป็นวันสุดท้ายในชีวิตคุณ”

คิดมาตลอดว่าจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไรกัน ในเมื่อมั่นใจอยู่เสมอว่าวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปยังมีสำหรับเรา แต่บัดนี้ไม่มั่นใจเสียแล้วว่าวันพรุ่งนี้จะยังมีสำหรับฉันอีกหรือเปล่า?

ค่ำคืนเคว้งคว้างอย่างนี้โดดเดี่ยวเหลือเกิน ไม่มีใครเลยให้อุ่นใจ หันไปทางไหนก็เจอแต่ความว่างเปล่ากับเงาตัวเอง ในวันที่ร่างกายอ่อนแอและหัวใจเดียวดาย ทรมานสุดแสน สิ่งที่ฉันทำได้เพียงซบหน้าแล้วสะอื้นไห้ ปล่อยความหนักหน่วงภายในไหลทะลักออกมา ไหลออกมาพร้อมน้ำตาแห่งความอาดูร

ครั้งหนึ่งฉันเคยเขียนจดหมายถึงเธอ ‘เริ่มต้นที่ 0.00 น.’ และฉันพยายามทำอย่างนั้นเรื่อยมา แต่นับจากนี้ หลังคราบน้ำตาจางหาย ฉันจะเดินทางสู่ 0.00 น. ไม่ว่าเวลาสำหรับฉันจะมีอีกยาวนานแค่ไหน ทุกย่างก้าวจะมุ่งสู่ 0.00 น. เท่านั้น และเมื่อถึงวินาทีนั้นหวังว่าฉันจะไม่มีห่วงใดๆ อีก


ค่ำคืนโหดร้าย
กลางมีนาฯ 2553 02.45 น.

มิ่งมิตรแดนไกล

เธออยู่ดีมีสุขหรือทุกข์ตรมเช่นไร? ป่วยไข้หรือร่างกายสดใสแข็งแรงดีอยู่? หวังว่าเธอยังสุขกายสุขใจเช่นที่เป็นมาและยังคงจะเป็นไป ฉันนี่สิกระเสาะกระแสะร่างกายย่ำแย่ลงทุกวัน คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่ปล่อยปละละเลยไม่ใคร่สนใจตัวเองเท่าที่ควร เธอคงไม่รู้ว่าฉันมีนิสัยเสียชอบตามใจตัวเองมากไป และมักตามใจไปในทางผิดๆ ซะด้วยสิ อาจไม่เหมาะสมนักถ้าฉันจะนำเรื่องเจ็บป่วยมาโอดครวญต่อเธอ ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจ ทุกอย่างจะดีขึ้นได้ถ้าได้รับการแก้ไขปรับปรุงไปในทางที่เหมาะสม แต่ตัวฉันกลับไม่นำพา

เอาล่ะ ฉันคุยกับเธอเรื่องอื่นดีกว่า

เมื่อคืนเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ความจริงฉันก็อ่านหนังสือก่อนนอนทุกคืนอยู่แล้ว แต่เน้นไปทางหนังสือนิยายไร้สาระเสียส่วนใหญ่ คำว่า ‘ไร้สาระ’ นี่ก็ไม่ได้มาจากความคิดฉันหรอกนะ แต่เป็นคนอื่นที่ให้นิยามเกี่ยวกับนิยายที่ฉันอ่าน ‘ประโลมโลกย์ เพ้อฝัน น้ำเน่า’ นั่นคือคำจำกัดความที่ใครต่อใครให้ไว้ แต่ใครจะว่าอย่างไรก็เรื่องของเขา ฉันไม่สนใจหรอก รสนิยมใครก็รสนิยมคนนั้น เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องเปลี่ยนรสนิยมการอ่านเพื่อให้ดูดีในสายตาคนอื่นด้วยเล่า ในเมื่อนั่นไม่ใช่ตัวฉัน จมดิ่งอยู่ในความอึดอัด คับข้องใจ ฉันไม่เคยคิดกระทำ มนุษย์เรานี่ก็แปลก บางคนพยายามสร้างภาพตัวเองเสียดูดีหรูหรา อยากรู้นักเขาจะมีความสุขสักแค่ไหนกันเชียว อีกบางคนก็ประณามหยามเหยียดคนอื่น ผู้ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่ตนเองเป็น นี่สิ ไร้สาระโดยแท้

ว้า.. ชวนเธอคุยเรื่องอะไรก็ไม่รู้อีกแล้ว อย่าได้ใส่ใจนักเลย บางทีฉันก็ชอบคิดอะไรเรื่อยเปื่อยหาสาระไม่ได้ ดังเช่นหนังสือที่ฉันชอบอ่านนั่นแหละ มาเข้าเรื่องที่ฉันจะคุยกับเธอกันดีกว่า

เผอิญเมื่อคืนฉันดันหยิบหนังสือ ‘มีสาระ’ ขึ้นมาอ่าน หนังสือมีสาระเป็นยังไง ก็น่าจะประมาณว่า เป็นหนังสือให้ความรู้ ต่อยอดความคิด ทำให้คนเราฉลาดขึ้น เหมือนกับที่ใครๆ เขาว่า ‘ยิ่งอ่านมากยิ่งฉลาดมาก’

แต่...สุดแสนประหลาด

ฉันไม่แน่ใจว่าหนังสือพวกนี้จะทำให้ฉันฉลาดได้ยังไง ในเมื่อยิ่งฉันอ่านมากเท่าไหร่ ฉันกลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่เขลามากเท่านั้น ยิ่งอ่านยิ่งตระหนักว่ายังมีเรื่องราวมากมายที่เรายังไม่รู้ ยิ่งไม่รู้ก็ยิ่งต้องอ่าน ต้องอ่าน และต้องอ่าน

ให้ตายเถอะ ฉันไม่ชอบเลย ความรู้สึกแบบนี้

คล้ายกับว่าฉันกำลังถูกดึงกลับเข้าสู่วังวนของการขวนขวาย แข่งขัน เพื่อให้เท่าทันคนอื่น ทั้งที่ฉันพยายามสลัดหนี บางทีฉันก็สงสัยว่าที่คิดไปนั้นเพราะฉันมองอะไรในแง่ลบมากไปหรือเปล่า? ไม่มีใครต้องการจะขวนขวาย แข่งขันอะไรกับฉันสักหน่อย คงเป็นเพียงฉันที่ต้องการจะแข่งกับใจตนเองเท่านั้น

ที่น่าตลกก็คือฉันเผลอคิดไปว่า หนังสือมีสาระบางทีก็เหมือนตัวตัณหาดีๆ ชนิดหนึ่ง อ่านไม่ดียิ่งพอกพูนอัตตาตน บางคนอ่านแล้วอวดโอ่ ว่าตนฉลาดรู้ยิ่ง ฉันยังนึกสมเพชเวทนา ความคิดหลังนี่สิตลกร้าย คนโง่อย่างฉันดันสะเออะไปสมเพชเวทนาคนฉลาด จะมีอะไรตลกมากเท่านี้อีก?

อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว ถ้าเธองงๆ สงสัยว่าฉันชวนเธอคุยเรื่องอะไร ก็อย่าได้ใส่ใจอะไรเลย อ่านมันจบตรงไหนก็วางมันไว้ตรงนั้น ฉันแค่เขียนมาคุยกับเธอเล่นๆ แค่คนโง่ๆ ที่อยากระบายความคิดโง่ๆ หาประโยชน์อันใดไม่ได้ เท่านั้นเอง


บ่ายเหงาๆ ห้องเช่าดินแดง
ต้นมีนาฯ 2553

มิ่งมิตรที่รัก

เสียงนกกระจิบกระจอกเจี๊ยวจ๊าวกันบนแผงรับสัญญาณโทรทัศน์ของอาคารฝั่งตรงข้ามระเบียงห้อง ปลุกความสดใสเริงร่าของชีวิตชีวาให้โลดแล่น จำนวนนกที่เกาะกันมากมายนับสิบ กับปีกหลายคู่แข่งกันกระพือพึ่บพั่บ ทำให้เสาเล็กๆ โยกเอนไปมาคล้ายต้องลมแรง

ฉันมองดูความชุลมุนยุ่งเหยิงเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดูกับสังคมเล็กๆ ของพวกมัน บางครั้งก็นึกสงสัยว่าพวกมันถกเถียงกันด้วยปัญหาอันใดหนอ ถึงได้เจี๊ยวจ๊าวคึกคักกันเหลือเกิน เหลือบมองไปบนฟ้ากว้าง นกบางตัวร่อนอยู่ในเวิ้งฟ้า ดูเหงาและเดียวดาย แต่มันคงสุขใจที่ได้ทำอย่างนั้น

วันนี้ฟ้าครึ้ม เมฆทึบทึมไปทั่ว นั่งอยู่ในห้องเล็กๆ บรรยากาศมัวซัว ฟังเสียงนกพูดคุย ขณะคิดคำบรรยายฉากในนิยายไปเรื่อยๆ สุขใจไม่มีอะไรเปรียบ

ร่วมเดือนแล้วกับการเปิดฉากชีวิตตัวละครในนิยายเรื่องใหม่ ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะเขียนมาถึงเรื่องนี้ เมื่อย้อนกลับไปมองภาพในอดีตหลังม่านความทรงจำ เห็นตัวเองนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าแป้นคีย์บอร์ด ฟุบหน้ากับโต๊ะเมื่อสมองทึบตัน หยิบหนังสือใกล้มือมาทุบหัวตัวเองเมื่อนิยายกำลังเดินมาถึงจุดสำคัญแต่ไม่รู้จะบรรยายฉากนั้นยังไงดี

ความสุขที่ได้รับยามย้อนกลับไปมองอารมณ์ของตัวเองในทุกจังหวะตัวอักษร ความภาคภูมิใจที่คว้าฝันให้ตัวเองได้สำเร็จ ล้วนแล้วแต่หลอมรวมมาจากหลากความรู้สึก

มันไม่ได้หยุดลงแค่นี้หรอกสหายรัก ตัวอักษรของฉันยังต้องเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ฉันยังมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะเขียน อยากจะเล่า อยากร้อยเรียงเป็นดนตรีอักษรบอกเล่าความคิดฝันของฉันให้โลกได้รับรู้ แม้ว่าตอนนี้ทุกเรื่องราวเหล่านั้นยังเป็นเพียงภาพพร่าเลือน ไม่แจ่มกระจ่างชัดเจนนัก ด้วยเพราะมือใหม่อย่างฉันยังไม่ชำนาญการปรับโฟกัสภาพ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชำนาญด้านใดก็ต้องเรียนรู้ผ่านการเวลาและเคี่ยวกรำฝึกฝนมิใช่หรือ

เมื่อเกือบสามปีที่แล้ว ฉันยังมะงุมมะงาหราไม่รู้จะบรรยายเปิดฉากนิยายเรื่องแรกในชีวิตยังไงดี จำได้ว่านั่งพิมพ์-ลบ พิมพ์-ลบ กว่าสิบรอบ พร้อมกับความหวั่นวิตกสารพัด ไม่มีความมั่นใจเฉียดใกล้ความคิดแม้สักกระผีกริ้น แต่เมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี้กับการเริ่มต้นนิยายเรื่องใหม่ ปลายนิ้วฉันเคลื่อนไหวเป็นท่วงทำนองเพลินใจ ผสานความคิดไหลรี่คล้ายสายธารเล็กๆ ที่กำเนิดมาจากตาน้ำในป่าใหญ่ ไหลผ่านความสงบร่มรื่น และเผื่อแผ่ความชุ่มชื้นสู่สิ่งแวดล้อมรอบกาย ราวกับว่าจะให้ชีวิตตักดื่มกินได้ไม่มีวันเหือดหาย

ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่เลยสหายรักกับสิ่งที่ฉันทำ และฉันไม่ปรารถนาความยิ่งใหญ่ใดมากไปกว่าความสุขเล็กๆ ที่กอบเก็บได้ระหว่างเดินทาง สุดสายปลายทางเส้นนี้จะอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ฉันไม่เคยใส่ใจให้ความสำคัญกับมันเลย คงไม่ต่างความจริงนัก ถ้าจะบอกว่าเส้นทางสายนี้ไม่มีปลายทาง ฉันหล่อเลี้ยงฝันด้วยตัวอักษรที่กลั่นจากดวงใจรักแต่ละตัว ฉันก้าวเดินไปทีละก้าว ทีละก้าว ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาที่เปี่ยมพ้นอยู่ในดวงใจรักดวงนี้ และฉันจะเดินไปเรื่อยๆ ตราบเท่ายังมีลมหายใจเดินทาง...

นอกระเบียง เสียงนกนับสิบยังระเบ็งกันเซ็งแซ่ ฉันโผล่หัวออกไปดูอีกที เหมือนมันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น บนเวิ้งฟ้ากว้างนกตัวเดียวยังร่อนลม ไม่รู้จะใช่ตัวเดิมหรือเปล่า แต่จะเป็นนกตัวไหนก็แล้วแต่ ฉันต้องทำให้ได้อย่างมัน โจนทะยานขึ้นฟ้าไม่หวั่นว่าจะต้องเดียวดาย


ด้วยดวงใจรัก
ระเบียงสกุณา
กลางกุมภาฯ 2553

มิ่งมิตรแห่งรัก

ฉันระลึกอยู่เสมอว่าตนเองนั้นยังเขลาในหลายสิ่ง มีเรื่องราวอีกมากมายที่ฉันต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ ฉันเชื่อว่าชีวิตดำรงอยู่เพื่อการเรียนรู้ แสวงหา และเติมเต็ม เติมเต็มในที่นี้หาใช่ความอยากความปรารถนาแห่งใจตน แต่ฉันหมายถึงเติมจิตวิญญาณทีมันยังขาดยังพร่องอยู่ให้เต็มเปี่ยม เพื่อว่าจะได้ปล่อยวางในทุกสิ่ง

ยอดปิยมิตรคนดี ครั้งหนึ่งฉันแสวงหา แล้วต่อมาฉันก็ได้พบ ‘มิตรแห่งรัก’ มิตรที่สอนให้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายต่อหลายอย่างที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยให้ความสำคัญ เราสื่อสารกันผ่านตัวอักษรเพียงไม่นาน แต่จดหมายเพียงไม่กี่ฉบับนั้น ทำให้ฉันซึมซับความรู้สึกหลากหลายยามได้อ่าน-เขียน เรารู้จักผู้อื่นได้จากการอ่าน เรารู้จักตนเองได้จากการเขียน ฉันไม่มั่นใจว่าคำกล่าวนี้ถูกต้องนัก แต่ฉันก็ได้พิสูจน์ด้วยตนเองมาแล้วว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

เราถูกฟูมฟักและเจริญเติบโตมาในโลกต่างใบ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอันใดที่ความคิดอ่านของเราจะแตกต่างกัน แต่มันหาได้แตกต่างโดยสิ้นเชิงเสียทีเดียวหรอก บางเรื่องฉันยังคิดคล้ายเธอ และเชื่อว่าบางเรื่องเธอก็คิดคล้ายฉัน เรื่องราวที่เธอบอกเล่ามาในจดหมายฉบับล่าสุด ทำให้ฉันรู้ว่าเธอใช้ ‘ภาษาพิเศษ’ ที่ติดตัวสิ่งมีชีวิตทุกผู้นามมาแต่ถือกำเนิดสื่อสารกับสิ่งรอบตัว ต่างกับฉันที่ให้ความสำคัญกับภาษาพูดซึ่งเกิดจากการคิดค้น ดัดแปลง ของมนุษยชาติเป็นอันดับต้น

เรื่องเล่าของเธอทำให้ฉันประหวัดถึงวัยเยาว์ ที่ครั้งหนึ่งฝนตกหนักข้ามวันข้ามคืน จนน้ำนองหลากท่วมหลายพื้นที่ ลูกไก่ตัวหนึ่งเพิ่งแยกจากอกแม่หากินเองได้ไม่นาน หลงจากฝูงไก่ด้วยกัน มันไม่ได้อยู่ในที่ที่พ่อเตรียมไว้ให้พวกมันอาศัยกันปรอยฝน พ่อและแม่จึงตระเวนตามหาและพบมันซุกกายกกตัวเองอยู่ในดงกล้วย

ขนนุ่มๆ ของมันเปียกโชกไปหมด มันยืนสั่นงกๆ น่าเวทนายิ่งนัก แม่พยายามเช็ดขนเปียกๆ ให้แห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหาเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เราไม่ใช้แล้วมารองในตะกร้าใบหนึ่ง จับมันวางไว้ข้างใน เอาผ้าอีกผืนมาคลุมตัวมันไว้ให้โผล่มาแค่หัว จนถึงตอนนั้นมันก็ยังยืนสั่นเป็นเจ้าเข้า พ่อแยกไปหาดวงไฟต่อสายมาจนถึงตะกร้าที่เราวางลูกไก่ตัวนั้นไว้ พ่อบอกว่า ความร้อนจากดวงไฟจะทำให้มันอบอุ่นขึ้น ก่อนเราปล่อยมันทิ้งไว้ตรงนั้น พ่อยังไปหายาพาราฯละลายน้ำมากรอกใส่ปากให้มันกิน และแม้ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น แม่ก็ยังเดินวนเวียนไปดูมันรอบแล้วรอบเล่าเกือบทั้งคืน

ฉันไม่รู้ว่าที่พ่อกับแม่ทำไปทั้งหมดจะช่วยมันให้รอดได้หรือเปล่า แต่อย่างหนึ่งที่ฉันรับรู้ได้ตอนนั้นคือความอาทร ห่วงใย ที่พ่อกับแม่มีให้เจ้าลูกไก่ตัวน้อย

ใช่เลยสหายรัก ฉันเข้าใจได้โดยพ่อกับแม่ไม่ต้องเอ่ยปาก ภาษาของท่านสื่อสารผ่านการกระทำมาให้ฉันรับรู้

แน่ล่ะ ภาษานี้ย่อมตราตรึงแนบแน่นอยู่ในใจของคู่สื่อสาร เพราะมันเป็นภาษาสากลของจักรวาล อาบซ่านอยู่ในดวงใจของทุกชีวิตมาแต่ถือกำเนิด ไม่จำเป็นต้องมีใครมาสอนสั่ง เราเรียนรู้ได้เองโดยธรรมชาติ ต่างจากภาษาที่ฉันใช้ที่เพียงแค่ออกจากปากมันจะกลืนหายไปกับสายลมอย่างไร้ร่องรอย หากดีขึ้นมาหน่อยถ้ามันจะชำแรกเข้าไปฝังอยู่ในความทรงจำของใครบางคน กาลเวลาจะทำหน้าที่ต่อจากสายลมลบมันทิ้งไป

แต่ไม่ว่าจะภาษาไหนๆ ต่อให้เลิศเลอยังไง ก็ย่อมมีข้อจำกัดบางประการทำให้การสื่อสารผิดเพี้ยน เธอเคยคิดบ้างไหม หากใครบางคนที่เธอสื่อสารด้วยหาได้เปิดช่องความถี่เดียวกับสัญญาณที่เธอส่งมา ผลมันจะเป็นยังไง จะสื่อสารกันได้หรือ? ไม่ว่าผู้ส่งหรือผู้รับล้วนต้องปรับคลื่นสัญญาณให้ตรงกัน เธอสื่อสารกับสิ่งหนึ่งเข้าใจก็ใช่จะใช้วิธีเดียวกันนั้นมาสื่อสารให้อีกคนเข้าใจตรงกัน เหมือนที่เธอกล่าวในตอนต้นของจดหมาย ผีเสื้อแต่ละตัวใช่จะชมชอบเกสรดอกไม้จากต้นเดียวกัน ฉันใดก็ฉันนั้น

ตั้งแต่ครั้งที่พ่อกับแม่ช่วยกันประคบประหงมลูกไก่ตัวนั้น หัวใจฉันก็เปิดกว้างเพื่อรับสัญญาณใจที่อาจมีใครอีกหลายคนสื่อสารผ่านอณูอากาศ วินาทีนี้ฉันมั่นใจแล้วว่าในหลากสัญญาณเหล่านั้น มีสัญญาณของเธอแทรกซึมอยู่ด้วย เพียงแต่ฉันต้องปรับคลื่นความถี่อีกนิดหน่อยเพื่อให้ตรงกับคลื่นสัญญาณที่เธอส่งออกมา

หวังว่าอีกไม่นานภาษาที่เราสื่อสารจะสอดรับตรงกัน

คิดถึงอยู่ไม่คลาย
ระเบียงดาว
เริ่มกุมภาฯ เดือนแห่งรัก ดาวสีน้ำเงิน


@ จดหมายจากดาวสีดิน : เปิดใจ..แล้วเธอจะได้ยิน

สหายที่รักยิ่ง

ห้องพัก 509 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เยื้องๆ กับห้อง 510 ที่ฉันพักมีผู้มาอยู่ใหม่ราว 2-3 เดือนที่แล้ว จำได้ว่าเย็นวันนั้น ฉันยืนเกาะขอบหน้าต่างระเบียงทางเดินหน้าลิฟต์ มองตึกต่างๆ ที่เบียดเสียดกันเบื้องล่างไกลสุดสายตา เหนือขึ้นไปบนฟากฟ้าทิศตะวันออกระบายสีเทาอมชมพูให้ความรู้สึกอุ่นหวาม งดงามละไม ใกล้เข้ามาอีกนิดพอให้สายตาได้มองเห็นรายละเอียด ต้นโพธิ์ริมรั้วแห่งหนึ่งสะบัดใบพลิ้วไหวเล่นลม คล้ายกระดิ่งมีชีวิตนับหมื่นกำลังระบำเริงร่าไปกับทำนองมหัศจรรย์ ในความครุ่นคำนึงเหมือนว่าฉันจะได้ยินเสียงกรุ๋งกริ๋งจากกระดิ่งใบไม้เหล่านั้น และอาจเป็นกระแสลมสายเดียวกันที่พัดมาระเรื่อยผิวหน้าให้รู้สึกสดชื่นสบาย พร้อมกับที่นกบางตัวส่งเสียงร้องก่อนโผบินถลาร่อนแล้วอีกตัวก็กระพือปีกโผทะยานตามไป

ฉันอิงกรอบหน้าต่างมองหลากสรรพสิ่งเบื้องหน้า ครุ่นคิดว่าถ้านำสิ่งที่เห็นมาเปลี่ยนเป็นตัวอักษรบนงานเขียน จะเป็นบันทึกสักฉบับหรือเป็นจดหมายบอกเล่าให้เธอฟังดี แล้วฉันจะบรรยายสิ่งที่เห็น ความสุขใจ ความปลอดโปร่ง ความสงบเย็น หรือความอิ่มเอมใจเหล่านั้นได้ยังไง ท้องฟ้าสีชมพูในม่านตาจะบอกให้เธอเห็นภาพงดงามเสมือนได้มายืนมองร่วมกับฉันได้ยังไงกัน นกร่อนถลาเล่นลมอยู่เบื้องหน้าฉันจะบอกเธอยังไงดีว่านกเหล่านั้นได้ชักชวนอิสรเสรีในตัวฉันให้โบยบินเริงร่าไปด้วย โพธิ์ระบัดใบที่เห็นจะทำยังไงให้เธอได้ยินเสียงกรุ๋งกริ๋งจากกระดิ่งสวรรค์นับหมื่นนั่นเช่นเดียวกับที่ฉันได้ยิน

ความคิดต่างๆ หยุดลงเมื่อเสียงลิฟต์ดังขึ้น และประตูลิฟต์เปิดออก ฉันหันไปมอง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเข็นรถออกมานอกลิฟต์ ฉันยิ้มให้ เธอยิ้มตอบ แล้วเข็นรถไปจอดหน้าห้อง 509 ข้าวของต่างๆ ที่อยู่ในรถเข็นถูกทยอยนำลงมาวางหน้าประตู ฉันไม่รู้ว่าเจ้าของคนเก่าย้ายออกไปตั้งแต่ตอนไหน และถ้าวันนั้นฉันไม่ออกไปยืนชมวิวตรงหน้าต่างระบายลม ฉันคงไม่รู้ว่าฉันต้องเปลี่ยนเพื่อนข้างห้องใหม่อีกแล้ว

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเพื่อนร่วมห้องที่อยู่ด้วยกันมาร่วมหกปีลาพักร้อนกลับบ้าน ฉันที่ไม่ค่อยจะกล้านอนคนเดียวต้องหาใครอีกคนมาร่วมเตียงด้วย และใครคนนั้นที่ฉันหามาก็พอจะมีเซนต์กับเรื่องลึกลับอยู่บ้าง คืนหลังสุด เธอกระซิบบอกว่าห้อง 509 เลี้ยงกุมารทองไว้ แม้ฉันจะไม่มีเซนต์อะไรกับเรื่องนี้เลยแต่แค่ได้ฟังก็ยังขนตั้งไปด้วย

ถึงกำหนดเพื่อนร่วมห้องกลับ ฉันเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง ปรึกษาหารือตามประสาคนอยู่ร่วมกัน แล้วเธอก็ขุดเรื่องกุมารทองที่เคยฟังจากคนอื่นๆ มาเล่าให้ฉันฟังบ้าง จนฉันขนลุกขนพองไปหมด มีอยู่เรื่องหนึ่งเธอเล่าว่า อพาร์ตเมนต์ของเพื่อนคนหนึ่งมีคนเลี้ยงกุมารทองไว้ในห้องพัก บังเอิญช่วงหนึ่งเจ้าของห้องต้องไปทำธุระที่อื่นนานแรมเดือน เดือดร้อนถึงกุมารทอง ไม่รู้จะไปหากินที่ไหน เพราะไม่มีใครตั้งเครื่องเซ่นให้ ต้องปรากฏตัวให้คนห้องข้างๆ เห็น ขอข้าวเขากิน เที่ยวไปเคาะประตูห้องเขา กลางคืนก็เดินร้องไห้อยู่แถวระเบียง หาเจ้าของไม่เจอ คนที่เห็นที่ได้ยินเสียงแทบจะหัวใจวายไปตามๆ กัน พอเจ้าของห้องเจ้าปัญหานั้นกลับมา ก็โดนอัญเชิญให้ออกทั้งคนทั้งวิญญาณ

ฟังเรื่องที่เพื่อนเล่าแล้วไม่อยากจะบอกเลยว่าฉันนอนยุกยิกพลิกไปพลิกมาอยู่หลายคืน แค่พอหลับตาก็จินตนาการไปต่างๆ นานา หวั่นไปว่าถ้าฉันลืมตาขึ้นมาแล้วจะเจอใครมายืนมองอยู่หรือเปล่า?

วันหยุดของเพื่อนร่วมห้องเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเธอไปเที่ยวสวนจตุจักร หอบต้นไม้มาเต็มอ้อมแขน มีเพื่อนอีกคนที่ไปด้วยช่วยหอบมาอีกแรง กลับมาถึงห้องเธอฉีกยิ้มหน้าบานทันทีที่ฉันเปิดประตูให้ แล้วบอก “ฉันซื้อต้นวาสนามาให้แกด้วยแหละ คนขายเขาบอกกันผีเข้าห้องได้ ทีนี้แกก็ไม่กลัวกุมารทองหรือผีหน้าไหนแล้วนะ” ฉันซึ้งใจจนน้ำตาแทบร่วงเลยล่ะ

เธอเป็นคนย้ายกระถางและจัดระเบียบระเบียงใหม่ทั้งหมด ฉันได้แต่เฝ้าดู พอจะไปช่วยเธอก็บอก “หยุดอยู่ตรงนั้นเลย ขนาดต้นกระบองเพชรแกยังปลูกตายมาแล้ว ให้ต้นไม้พวกนี้ผ่านมือแกเดี๋ยวมันก็ตายอีก” สหายต่างดาวจ๋า เธอควรจะรู้ไว้นะว่า ฉันน่ะแค่ทำต้นกระบองเพชรตาย แต่เพื่อนรักร่วมห้องของฉันปลูกอะไรมันก็ตายทุกต้น!

ตอนนี้ระเบียงห้องแออัดยัดเยียดไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ แม้แต่ต้นวาสนาที่เธอบอกว่าซื้อมากันผีมันก็กระจุกกันอยู่ตรงนั้น ตามระเบียบของอพาร์ตเมนต์ เราไม่อาจวางต้นไม้ใดๆ ไว้หน้าห้องได้ ยิ่งเข้ามาในห้องข้างประตูยิ่งแล้วใหญ่เราไม่มีพื้นที่มากพอให้วางต้นไม้ไว้ได้เลย พอฉันถามว่าเอาต้นไม้กันผีไปวางไว้บนระเบียงมันจะช่วยได้เหรอ เธอก็ตอบแบบขอไปที “เผื่อผีมันปีนเข้ามาทางระเบียงไง” โธ่เอ๊ย กุมารทองนะ ไม่ใช่จูออน!

แม้ตอนนี้บนระเบียงจะอัดแน่นไปด้วยต้นไม้ แต่ฉันเชื่อเหลือเกินว่ามันคงอยู่อย่างนั้นได้อีกไม่นาน ในเมื่อผ่านไปแค่ไม่ทันถึงอาทิตย์ กุหลาบเลื้อยสองต้นที่เธอเพิ่งซื้อมาใหม่ใบมันเริ่มเหลืองและโรยราแล้ว เห็นกุหลาบโรยหน้าคนปลูกก็เหมือนจะโรยตาม ตอนรดน้ำฉันเห็นเธอก้มๆ เงยๆ พลิกใบมันไปมา แล้วหันมาบอก “มันมีแมลง” ฉันไม่แน่ใจว่านี่ใช่ปัญหาหลักหรือเปล่า แต่เท่าที่ผ่านมาเธอซื้อกุหลาบมาทีไร ใบชุดแรกมันก็ไม่เคยอยู่เกินอาทิตย์สักที หลังจากนั้นมันก็จะกลายเป็นกุหลาบอัปลักษณ์ไร้สง่าราศีไม่อาจสู้หน้าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ได้อีก กว่าจะออกดอกมาให้ยลกันสักดอก เราต้องลุ้นกันตัวโก่ง แต่เมื่อการปลูกต้นไม้ รดน้ำพรวนดินให้มันยามมีเวลาว่าง คือความสุขของเธอ ฉันจึงได้แต่เฝ้ามองด้วยความสุขดุจเดียวกัน

สหายต่างดาวที่รัก จดหมายฉบับล่าสุดเธอคุยเรื่องต่างๆ หนึ่งในนั้นมีเรื่อง ‘ความคิดถึง’ บอกให้ฉันรู้ว่าเธอปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปโดยไม่เอาใจไปข้องเกี่ยว ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจความคิดของเธอได้ระดับหนึ่ง(แต่ไม่ยืนยันว่าจะเข้าใจได้ทั้งหมด) ถ้ามองในแง่ของเธอมันก็เป็นสิ่งดี กับการเฝ้ามองและส่งใจถึงด้วยปรารถนาดีอยู่ห่างๆ แต่ถ้ามองในแง่ของฉัน คนที่จะทำแบบนั้นได้หากไม่ใช่ผู้ฝึกฝนตนเองจนปล่อยวางได้ในทุกสิ่งแล้ว เขาคนนั้นคงจิตใจด้านชาไปแล้วแน่ๆ

เปล่าสหายรัก ฉันมิได้นึกต่อว่าใดๆ เธอเลย และฉันคงมิอาจหาญจะทำเช่นนั้นได้ ความคิดและความเชื่อของแต่ละคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ควรไปแตะต้อง ฉันเพียงอยากจะบอกเธอว่า การเก็บข่มความรู้สึกตนเอาไว้ในขณะที่อีกฝ่ายปรารถนาให้เธอแสดงออก มันเป็นการกระทำที่ดูจะโหดร้ายไปหน่อย

แน่ล่ะ เธออาจ ‘เถียง’ ว่าถ้าไม่รู้สึกใดๆ เลยล่ะ ถ้าความคิดถึงมิได้แผ้วผ่านเธอสักกระผีกริ้น ฉันก็จะ ‘เถียง’ เธอกลับว่า ฉันพูดถึงในอีกกรณีหนึ่งต่างหากเล่า!

ครั้งหนึ่งเคยมีใครบางคนถามฉันว่า “ไม่เจอกันหลายวัน คิดถึงกันบ้างหรือเปล่า?” ฉันอมยิ้มแล้วบอกเธอไปว่า “เฉยๆ” แน่ล่ะสหายรัก ฉันไม่ได้รู้สึกเฉยๆ อย่างที่ปากพูด แต่คำตอบนั้นมันทำให้เธอมองหน้าฉัน แล้วถาม “มันลำบากมากนักหรือกับการบอกว่าคิดถึงกัน ถ้าเธอพูดมันออกมามันจะทำให้เธอขาดใจตายหรือไง?” หลังจากนั้นเธอก็งอนฉันไปสามวันเจ็ดวัน ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเธอถึงเป็นแบบนั้น ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้คิดว่าฉันเข้าใจแล้ว

และถ้ามีใครสักคนถามฉันว่า “คิดถึงกันบ้างมั้ย?” ถ้าแม้สักเพียงเสี้ยวความคิดที่ฉันประหวัดคิดถึงเขา ฉันจะตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า “คิดถึง” เหมือนกับตอนนี้ที่ฉันจะบอกเธอว่า ...“ฉันคิดถึงเธอ”...


ระเบียงพฤกษา
ปลายมกราฯ 2553

@ จดหมายจากดาวสีดิน : นั่นเป็นความรักที่ฉันมีให้

ถึงเธอสหายที่รักยิ่ง

ฉันเพิ่งกลับมาจากไปหาหมอฟัน ซาบซึ้งในคำพระที่ว่า ‘อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ อย่างถึงกึ๋นเชียวล่ะ

เมื่อเดือนก่อนปวดท้องโรคกระเพาะ ประคบประหงมจนอาการทุเลาได้ไม่เท่าไหร่ ภูมิแพ้ที่เพิ่งสำแดงอาการมาไม่นานก็กำเริบเสิบสานขึ้นอีกรอบ สาเหตุของอาการเกิดจากอะไรนั้นสุดรู้ จู่ๆ มันก็มา แล้วจู่ๆ มันก็ไป ไม่ทันได้รักษาอะไรซะด้วยซ้ำ

หายจากภูมิแพ้ได้อาทิตย์เดียวก็ปวดฟันขึ้นมาอีก ส่องกระจกแล้วส่องกระจกอีกก็ไม่เห็นว่ารูมันอยู่ตรงไหน ไม่ว่าจะมุมบน มุมล่าง มุมซ้าย มุมขวา มุมไหนๆ ก็ไม่เห็นฟันผุ แต่อาการปวดตุ้บๆ ไม่ยอมหาย คิดว่าไปให้คุณหมอรูปหล่อตรวจดูคงเข้าที

นั่งรอในคลินิกทำฟันราวสิบห้านาทีเศษๆ สำรวจโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย คุณผู้ช่วยทันตแพทย์ก็มาเชิญเข้าห้อง ขึ้นเตียงนุ่มน่านอน คุณหมอหนุ่มรูปหล่อในวิมานกลางอากาศกลายเป็นคุณหมอสาวหน้าแฉล้มฉีกยิ้มฟันเก๋

ฉันนอนอ้าปาก ให้คุณหมองัดซ้าย งัดขวา ผลที่ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ฉันดูฟันตัวเองในกระจก ไม่มีฟันผุให้เห็น แต่มีคราบหินปูนเกาะหนากว่าปกติ ‘ปกติ’ นี่ก็ไม่รู้ว่าคุณหมอใช้มาตรอะไรวัด เผอิญฉันไม่ได้ถาม ได้คำแนะนำให้ขูดหินปูนก็เออออตามคุณหมอไป คุณหมอว่าไงก็ว่าตามนั้น ถือเสียว่ามาแล้วเสียตังค์ไม่เป็นไร อย่าให้เสียเที่ยวเป็นใช้ได้

เสียงเครื่องมือแพทย์ดังวื้อ...วื้อ... ผสานอาการเสียวจี๊ดๆ ชวนเคลิ้มซะไม่มี ไม่ว่าจะขูดหินปูนกี่ทีต่อกี่ทีเป็นต้องติดใจทุกทีสิน่า นี่ถ้าฉันมีแฟนเป็นทันตแพทย์ เชื่อเลยว่าต้องนอนอ้าปากให้เขาขูดหินปูนให้ทุกวันเชียวล่ะ

เกือบชั่วโมงหมอฟันคนสวยก็ทำหน้าที่เสร็จ คำแนะนำที่ฉันได้รับตามมาคือ มีฟันคุดหนึ่งซี่ด้านล่างขวาต้องผ่าออก(ตอนนี้ยังไม่สำแดงอาการอะไรทนรอต่อไปอีกนิดก็ไม่ว่ากัน แต่ยังไงก็ต้องผ่าโป๊ะเช๊ะ ฟังดูน่ากลัวจังแฮะ) ฟันกรามซี่ในสุดด้านบนทั้งซ้าย-ขวา ไม่คุด แต่ควรถอนออก เหตุผลคือ ถึงมีมันอยู่ก็ไร้ความหมาย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ทำความสะอาดก็ไม่ถึง ปล่อยไว้รังแต่จะเกิดฟันผุ พานให้ซี่อื่นๆ ผุตาม ทางที่ดีที่สุดคือ จั๋งซี่มันต้องถอน!(อันนี้ก็น่ากลัว)

อะนะ ผ่าก็ผ่า ถอนก็ถอน บอกแล้วไงคุณหมอว่าไงก็ต้องว่าตามนั้น แต่ยังไม่ผ่าไม่ถอนกันตอนนี้ ขอเวลาทำใจหน่อยละกัน

สุดท้ายอาการปวดก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากฟันผุ น่าจะมาจากเหงือกหรือรากฟัน มีฟันผุก็จริง แต่เล็กจี๊ดดดดดเดียะ เธอต้องฟังตอนคุณหมอบอก ‘จี๊ดดดดดเดียะ’ เธอถึงจะจินตนาการได้ว่ามันเล็กขนาดไหน ฉันว่ามันน่าจะเท่ากับ ‘จู้มด’ จริงๆ ฉันก็ไม่รู้หรอกว่า ‘จู้มด’ คืออะไร แต่สหายที่ฉันรู้จักท่านหนึ่งนำมาใช้ในความหมายว่า เล็กมั่กๆๆๆ (น่าจะเล็กกว่า ‘ขี้ประติ๋ว’ สักพันเท่า) ฉันก็เลยคิดว่ามันคงเล็กมากจริงๆ ถ้าเธอยังสงสัยว่าจู้มดมันจะเล็กขนาดไหน ก็ขอให้มันอยู่แค่ในความสงสัย ไม่ต้องไปจับมดถ่างขาหาจู้มันดูหรอกนะ

คุณหมอแนะนำให้กลับมาสังเกตอาการปวดอีกสักระยะ ถ้ายังไม่หายคงต้องกรอรากฟัน ฉันว่าถ้ากรอก็คงต้องกรอหมดทุกซี่ เพราะตอนนี้ชักจะเริ่มปวดทั้งปากเลยแฮะ

รักษาฟันหายแล้วก็มาดูกันซิว่าโรคอะไรจะเข้ามาเยี่ยมฉันอีก ถ้าเป็นอะไรจะเขียนจดหมายมาเล่าให้เธอฟังอีกนะ หวังว่าเธอคงไม่เบื่ออ่านจดหมายของฉันซะก่อนล่ะ

วันนี้วันที่ 29 ธันวาคม 2552 แล้ว อีกสามวันดาวสีน้ำเงินจะเริ่มโคจรรอบใหม่ ผู้คนบนดาวดวงนี้เตรียมต้อนรับสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาเยือนชีวิตในรอบโคจรหน้า มันเป็นช่วงเวลาของความคึกคักและตื่นเต้นที่จะได้เริ่มนับหนึ่งใหม่กันอีกครั้ง สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ดูดีไปหมด เหมือนดินสอแท่งใหม่ ยางลบก้อนใหม่ สมุดเล่มใหม่ เสื้อผ้าชุดใหม่

เป็นความอิ่มเอมและเบิกบานทุกครั้งที่ได้ใช้อะไรใหม่ๆ

รูปธรรมสัมผัสจับต้องได้ง่ายดาย แต่นามธรรมนี่สิต้องใช้จินตนาการสัมผัส ไม่มีมาตรวัดว่าความพอดีอยู่ตรงไหน บางครั้งจินตนาการที่ใช้จึงอ่อนไปบ้าง บรรเจิดเพริศพรรณรายไปบ้าง ก็แล้วแต่ตัวบุคคล

ฉันไม่รู้จะหวังให้ชีวิตปี 2553 เป็นยังไง และไม่รู้จะจินตนาการให้เพริศแพร้วยังไงดี ในเมื่อดาวสีน้ำเงินโคจรรอบใหม่ในเส้นทางเดิม

ก็ได้แต่หวังให้วิถีของดวงดาวนำความร่มเย็นมาสู่ผู้อาศัย


สวัสดีรอบโคจรใหม่ของดวงดาว
หญิงสาวบนดาวสีน้ำเงิน
ส่งท้ายปี 2552

สหายที่รักยิ่ง

ฤดูหนาวมาเยือนดาวสีน้ำเงินอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ใช่แค่ผ่านมาชิมลางเหมือนอย่างคราวก่อน อากาศหนาวทำให้โรคขี้เกียจกำเริบ แถมโรคกลัวน้ำยังสำแดงอาการแทรกซ้อนเข้าอีก ฉันต้องกลั้นใจวิ่งผ่านฝักบัววันละหน เสร็จแล้วก็มานั่งคางสั่นฮักๆ กอดผ้าห่มอยู่บนเตียง หลังๆ มานี้ ก่อนออกไปทำงานเพื่อนร่วมห้องจึงมักหันมาสั่ง “อย่าลืมอาบน้ำล่ะ” แต่ทีตัวเองแปรงฟันอย่างเดียวตะลอนไปได้ถึงไหนต่อไหน ไม่เห็นว่าอะไรสักคำ

เพื่อนต่างดาวจ๋า ถึงฉันไม่ค่อยอาบน้ำเธอก็อย่าหาว่าฉันซกมกนะ ฉันเพียงคิดว่า ฤดูหนาวบางทีเราอาจช่วยดวงดาวของเราประหยัดน้ำประปาได้มากขึ้น

สามสี่วันก่อน สหายคนหนึ่งโทรมาชวนไปออกกำลังกายแต่เช้า ด้วยเหตุผล ‘ฟิตร่างกายสู้ลมหนาว’ ฉันว่าก็เข้าท่าดี จึงรีบแจ้นไปตั้งแต่ไก่โห่ (อ้อ...เธอคงไม่รู้ว่าเมื่อก่อนไก่บ้านฉันมันชอบโห่ตอนสาย แต่เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนนิสัยมาโห่เร็วขึ้นหน่อยนึงแล้วล่ะ) นึกดูเล่นๆ ก็ไม่อาจจำได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้ออกไปจ็อกกิ้งตอนเช้าแบบนี้ แค่ได้เดินดูอะไรไปเรื่อยๆ กลับพบว่าร่างกายสดชื่นขึ้นมากมาย

ถึงเวลาวิ่งเข้าจริงๆ ฉันวิ่งไปตามทางวิ่งได้รอบเดียวก็ต้องหยุดนั่งหอบหายใจแฮ่กๆ หมดแรงลิ้นห้อย คนชวนยังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งปร๋อรอบแล้วรอบเล่า สักพักถึงได้ตามมาสมทบที่ลานออกกำลังกายกลางแจ้ง มีทั้งเด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว และผู้สูงวัยชุลมุนกันอยู่มุมนี้ไม่ต่ำกว่า 20 คน

เราสลับกันเล่นเครื่องเล่นจนฉันเหนื่อยหอบ เหงื่อหยดติ๋งๆ อีกรอบ คุณป้าท่านหนึ่ง ผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ตอนเราไปถึงท่านก็วิ่งอยู่แล้ว ถึงตอนฉันพักเหนื่อยรอบสองท่านก็ยังวิ่งไม่หยุด เจ้าเพื่อนตัวดีมาสะกิดให้ดู แม้ปากมันจะพูดชื่นชมท่านยังไง แต่ฉันรู้ว่าลูกตามันกำลังถากถางฉันอยู่

‘ไงล่ะ เป็นสาวเป็นแส้ สู้คนแก่ก็ไม่ได้’

นั่นคือความคิดที่มันบอกฉันทางสายตา อย่างฉันหรือจะยอม ยิ่งคุณป้าเลิกวิ่ง เดินผ่านหน้าฉันไปในระยะไม่ถึงสองเมตร ผิวหน้างี้ตึงเปรี๊ยะ เช้งกว่าหน้าฉันอีก พลันคิดว่านั่นคือข้อดีของการออกกำลังกาย

ลูกฮึดที่โดนถากถางทางสายตา ผสานนิสัยรักสวยรักงามซึ่งมีอยู่เต็มพิกัดในตัว ไฟปรารถนาที่จะมีหน้าเด้งหุ่นเช้งกระเด๊ะเป็นสาวหมื่นปีอย่างคุณป้าท่านลุกฮือ หายเหนื่อยฉันจึงโชว์ออฟ กระหน่ำเล่นเครื่องเล่นทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างละร้อยครั้ง ตบท้ายด้วยซิตอัพแถมอีก 50 ที

ผลเป็นยังไงล่ะ?!

เช้าวันถัดมาร้าวไปทั้งตัว ได้แต่นอนแข็งอยู่บนเตียง ขยับตัวแต่ละทีน้ำตาแทบร่วง นอนดูรายการตลกจะขำก็ไม่ออก หัวเราะก็ไม่ได้ ทรมาทรกรรม

นั่นคือผลของการไม่รู้จักประมาณตน เจอเอาคราวนี้ฉันบรรลุสัจธรรมเลยล่ะ

ต้องนอนพักร่างกายอยู่สองวัน อาการร้าว ขัดยอกถึงได้ทุเลา แต่เช้าวันที่สามฉันก็ต้องปฏิเสธไม่ไปออกกำลังกายอีกครั้ง เมื่อฤดูผู้หญิงดันผ่ามากลางฤดูหนาวจะให้ทำไงได้ งานมันเข้าซะแล้ว หาหนังสือมานั่งอานเล่นแก้เซ็งตรงระเบียง จึงเพิ่งสังเกตว่าเสาอากาศรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่อยู่ตรงข้ามระเบียง มีนกมาเกาะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันนับสิบตัว แทนที่จะได้อ่านหนังสือเช้าวันนั้นฉันเลยนั่งฟังเสียงนกจนเพลิน

ไม่รู้ป่านนี้ดาวของเธอกำลังอยู่ในฤดูไหน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยระวังจะไม่สบาย


ห่วงใยเสมอ
มิตรของเธอ
ดาวสีน้ำเงิน ฤดูหนาว 2552



ยอดปิยมิตร

อาทิตย์ที่ผ่านมาฉันป่วย ปวดท้องตั้งหลายวัน หวั่นอยู่ว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ไม่อยากขึ้นเขียงไปนอนเปิดพุงให้หมอเชือดเลย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมันเป็นแค่อาการของโรคกระเพาะกำเริบ เล่นเอานอนไม่หลับไปตั้งสองคืนแน่ะ

ชีวิตนกน้อยในป่าคอนกรีตกว้างใหญ่ไพศาล ยามเจ็บป่วยยากจะหันหน้าหาคนพึ่งพิง โชคดีที่ฉันมีพี่สาวอยู่ใกล้ กับเพื่อนจริงใจอีกคนสองคน พอให้อุ่นใจได้ว่าไม่เดียวดาย

เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อไม่สบายใจก็อยากให้ใครสักคนมาอยู่ใกล้ๆ ใครคนนั้นที่เราจะวางใจและเชื่อมั่นเขาได้เสมอ เที่ยงคืนฉันหอบเสื้อผ้าไปนอนกับพี่สาว บอกเล่าความกังวล แค่รุ่งเช้าข่าวสารของฉันก็แพร่สะพัดไปถึงพี่น้องทุกคน ฉันนับถือการทำหน้าที่เป็นหอกระจายข่าวของเธอที่สุด เธอปฏิบัติหน้าที่ได้เฉียบขาดมาก ความเป็นห่วงเป็นใยหลั่งไหลมาสู่ฉันตลอดช่วงเช้าวันนั้น เริ่มจากแม่ ตามด้วยพี่ชายคนอื่นๆ กำลังใจดีความเจ็บป่วยก็ดูเหมือนจะทุเลาเบาบาง

เมื่อไปหาหมอและรู้ถึงสาเหตุของอาการปวด ก็เป็นพี่สาวอีกนั่นแหละที่รับข่าวจากฉันไปกระจายต่อ จากคำปลอบประโลมท่วมท้นเมื่อคราแรก เปลี่ยนเป็นตำหนิติเตียน ก็เรื่องละเลยสุขภาพของตัวเองเสมอมาอีกแหละ นอกจากติ นอกจากเตียนแล้ว ยังบังคับให้ปรับปรุงวัตรปฏิบัติในแต่ละวันใหม่เสียทั้งหมด เริ่มต้นด้วยการเข้านอนตั้งแต่สองทุ่ม ให้ตายเถอะสหายรัก ฉันไม่ได้อยู่ในป่าในเขาอย่างพวกเขานี่ จะได้มุดมุ้งเสียตั้งแต่เวลานั้น

สองทุ่ม ราตรีเพิ่งตื่นจากหลับใหล และผีเสื้อผู้หลงแสงสีอย่างฉันเพิ่งเริ่มสยายปีก แหม... ผีเสื้อผู้หลงแสงสี...ผีเสื้อราตรี... ว่าไปแล้วก็ฟังดูยวนใจไงไม่รู้สิ ขนลุกเกรียว ดูไม่เหมาะกับฉันเลย ขอเป็นค้างคาวดีกว่า

แน่ล่ะ สองทุ่ม ค้างคาวราตรีเพิ่งกางปีกบิน แล้วนี่อะไร? กางปุ๊บจะให้หุบปั๊บเลยเรอะ? ใครจะไปยอม พอพูดเข้าหน่อยก็หาว่าเถียง พอเถียงมากๆ ก็ขึ้นธรรมาสน์เทศนากันอีก เอากันเข้าไป ว่ากันเข้าไป บ่นกันเข้าไป เจอกันเมื่อไหร่จะกระโดดถีบรายตัวเลย ฮึ!

แฮ่... ฉันก็บ่นไปงั้นแหละ เอาเข้าจริง ก็ไม่กล้ากระโดดถีบใครหรอก กลัวเจอเตะก้านคอสวนกลับ ฉันก็นอนคอพับไปเท่านั้น

รอดมาจากมีด แต่กลับมาถูกหามลงโลง ไม่คุ้มกัน

ว่าแล้วฉันก็เริ่มปรับปรุงตัวเองใหม่อีกรอบแล้วล่ะ นอนตื่นทันพระอาทิตย์มาเกือบสัปดาห์แล้ว ข้าวปลาก็กินครบสามมื้อ ก็แน่ละสิ จะไม่ให้ครบได้ยังไง เลยเวลาอาหารมาหน่อยนึงเสียงโทรศัพท์ก็ดังขั้นและ “กินข้าวยัง?” ลองตอบกลับไปว่ายังไม่ได้กินสิ ขี้หูได้ร่วงกราว

แต่ทั้งหมดนั้นก็ใช่ว่าฉันจะปรับปรุงตัวเพราะกลัวขี้หูร่วงหรอกนะ ฉันทำเพื่อตัวฉันเอง และเหนือกว่านั้น ฉันทำเพื่อคนที่ฉันรัก ยังมีคนอีกหลายคนรักฉันโดยไม่มีเงื่อนไข และรักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่ฉันรักตัวเอง แล้วฉันจะทำให้เขาเหล่านั้นไม่สบายใจได้อย่างไร?

เธอก็เช่นกัน มิตรคนดี ฉันรักเธอ ฉันจึงต้องดูแลตัวเอง เพื่อว่าจะได้เขียนจดหมายมาคุยกับเธอได้นานๆ

เธอก็อย่าลืมดูแลตัวเองล่ะ


มิตรน้อยๆ ของเธอ
ต้นหนาว ๒๕๕๒



สวัสดีสหายรัก

ฉันนั่งมองท้องฟ้า และกำลังสงสัยว่าเธออยู่มุมไหนของจักรวาลกว้างใหญ่นี้กัน เบื้องหน้าที่สายตาฉันทอดมองไป? มุมซ้าย? มุมขวา? หรือมุมที่ฉันอาจไม่เคยเหลือบแลเลย?

จะว่าไป มุมไหนก็คงไม่ต่างกัน เพราะฉันไม่เห็นอะไรมากไปกว่าท้องฟ้าสีคราม กับปุยเมฆขาวนวลตา คล้ายก้อนนุ่นขยุกขยุยที่ฉันเคยนั่งอัดใส่หมอนเมื่อตอนเล็กๆ ถ้าก้อนเมฆเป็นสำลีจะนุ่มสักแค่ไหนหนอ? เอามาทำหมอนคงนอนฝันดีจนไม่อยากตื่น

เธอเคยนั่งมองก้อนเมฆบ้างหรือเปล่า? ...คงต้องเคยบ้างล่ะ ถ้าเธอยังดื้อดึงบอกว่า ‘ไม่เคย’ ฉันก็คงต้องบอกให้เธอรู้ตัวแล้วล่ะ ว่าเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาดที่สุดในจักรวาล

รู้อะไรมั้ย? ครั้งหนึ่งฉันเคยนึกฝันอยากเป็นนกน้อยทะยานไปให้สุดขอบฟ้าไกล แต่ครั้งเดียวกันนั้นที่ฉันหวาดกลัวก้อนเมฆรูปร่างประหลาดตา ฉันเกลียดเมฆรูปตัวหนอน รูปพญามังกร รูปงูยักษ์ และทุกก้อนที่ฉันวาดภาพไปว่ามันต้องเป็นสัตว์ประหลาดไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง สุดท้ายฉันจำต้องพับฝันนั้นทิ้งไป เพราะขยาดที่จะไปต่อกรกับกองทัพสัตว์นอกโลกเหล่านั้น

ถ้าเพียงตอนนั้นฉันเปลี่ยนความคิดจาก ‘ต่อกร’ เป็น ‘ผูกมิตร’ ป่านนี้ฉันคงมีเพื่อนเป็นอนาคอนด้า กับพญามังกรพ่นไฟไปแล้ว เนอะ

เธอเชื่อมั้ย? ฉันเคยกระโจนขึ้นจากน้ำที่ดำผุดดำว่ายอยู่ทันทีเมื่อคิดว่า พญางูยักษ์บนท้องฟ้ากำลังนอนกบดานอยู่ก้นบ่อ ตั้งแต่นั้นมาฉันไม่กล้าลงเล่นน้ำคนเดียวอีก ไม่กล้าแม้จะจุ่มมือลงในตุ่มที่มีขุ่นตะกอนดำมืดจนมองไม่เห็นผิวพื้นด้านล่าง ฉันคิดว่าต้องมีตัวอะไรสักตัวนอนนิ่งอยู่ในนั้นแน่ ถ้าฉันทะเล่อทะล่าแหย่มือลงไปอาจโดนมันงับจนขาด

แม้บางครั้งจินตนาการจะทำให้ฉันหวาดกลัว แต่ฉันก็ยังรักมันสุดใจ ฉันไม่เคยขัดขวาง ถ้ามันจะโบยบินไปสุดหล้าฟ้าเขียวจนห่อเหี่ยวเหนื่อยล้ากลับมา และฉันไม่เคยนึกเบื่อที่ต้องคอยประคบประหงมก่อนปล่อยให้มันโผบินครั้งแล้วครั้งเล่า

สหายรัก เธอเคยจินตนาการถึงฉันบ้างไหม?

สำหรับฉัน ขอยอมรับด้วยความจริงใจ ไม่เฉไฉบิดเบือน ทุกครั้งที่ฉันระลึกถึงเธอ ทุกตัวอักษรที่เขียน นั่นคือทุกวินาทีที่จินตนาการฉันทำหน้าที่ แน่นอน ทุกภาพล้วนงดงามกระจ่างแจ่ม แต่ฉันไม่เคยยึดติดกับมันเลยแม้สักน้อยนิด

หากวันใดวันหนึ่งในอนาคตเบื้องหน้า วิถีโคจรของดวงดาวเกิดแรงเหวี่ยงขนานใหญ่ ทำให้ทางเดินสองสายบนดาวสองดวงมาบรรจบกัน ณ ระนาบเดียว ฉันจะไม่ถามว่าเธอรู้สึกยังไง แต่ฉันคงดีใจมหาศาล พร้อมกับที่ต้องเสียใจเกินบรรยาย เพราะจินตนาการของฉันถูกทำลายลง ณ วินาทีนั้น

เธอคงน้อยใจว่าฉันไม่อยากพบเธอ เปล่าเลยสหายรัก บางจังหวะ การพบเจอก็หาได้มีประโยชน์อันใดมากไปกว่า ทำหน้าที่เป็นบทเริ่มต้นของการอำลา

บางครั้งการปล่อยให้บางสิ่งงดงามอยู่ในจินตนาการก็เป็นเรื่องเหมาะสมสุดแล้ว ยังไง...เราก็พบกันเสมอในความคิดถึง


แน่ะ! ดูสิ... เริ่มต้นบนท้องฟ้า แต่ฉันกลับพาเธอเลี้ยวออกทะเลเสียนี่ นี่ถ้าฉันยังเขียนยาวกว่านี้ เราคงได้ไปลอยคอเท้งเต้งกันกลางมหาสมุทรแหงแซะ!


คิดถึงเธอนะ
เพื่อนเธอบนดาวสีหม่น
ปฐมพฤศจิกาฯ ๒๕๕๒



ป.ล. ลมหนาวมาเยือนดาวของฉันแล้วล่ะ แต่มันมาแค่วันเดียว ตอนนี้สะบัดตูดหายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ถ้ามันผ่านไปทางดาวของเธอ รบกวนบอกมันหน่อยซี ว่าคนบนดาวดวงนี้ยังไม่หายคิดถึงเลย