แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกปลายดินสอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกปลายดินสอ แสดงบทความทั้งหมด
เปิดสมุดบันทึกเล่มเก่าที่เคยใช้มาหลายปีดีดัก ใช้ไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยถึงหน้าสุดท้ายสักที ราวมันเป็นสมุดบันทึกมหัศจรรย์ที่ใช้งานได้ยาวนานชั่วกัลปาวสาน ทว่าแท้จริงเป็นเพียงผลจากนิสัยขาดความต่อเนื่องอันเป็นสันดอนประจำตนของผู้เป็นเจ้าของ ที่เปิดใช้งานมันแค่เดือนละหนสองหน

เปิดสมุดบันทึกครั้งนี้ต้องตกใจกว่าครั้งไหนๆ ทั้งที่เคยตั้งใจนับครั้งไม่ถ้วนว่าจะเขียนอะไรต่อมิอะไรลงไปทุกวัน ผ่านไปหน่อยก็ว่าจะเขียนทุกอาทิตย์ ทำไปทำมาเอาแค่ว่าให้ได้เดือนละหนก็ยังดี แต่วันสุดท้ายที่ปรากฏบนหน้ากระดาษคือวันที่ 3 ธันวาฯ ปีที่แล้ว หนึ่งปีกับอีก 9 วันที่ฉันไม่ได้เสวนาปราศรัยใดๆ กับมันเลย ถ้าเป็นแฟนกันมันคงตัดหางเขี่ยฉันทิ้งไปจากชีวิตอย่างไม่มีวันให้อภัย โชคดีที่มันต่างสถานะออกไป เป็นเพื่อนสนิทรู้ใจ ถึงจะทิ้งขว้างให้มันต้องเปล่าเปลี่ยวเอกาอาดูรแค่ไหน แค่กลับมาสบตากันอีกครั้ง ก็รู้ได้ทันทีว่า ระหว่างเรายังเหมือนเดิม

เวลายาวนานของหนึ่งปี คล้ายหนึ่งนาทีเพิ่งผ่านพ้น

รอบหนึ่งปีที่ผ่านมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตฉันบ้าง?

...หลายอย่าง...

ถ้าให้บรรยายก็คงไม่หวาดไม่ไหว แม้จะให้ไล่คิดดูก็เหมือนสมองจะชะงักค้างชั่วคราว ด้วยทั้งภาพและเสียงไหลรี่ราวท่อประปาแตก อัดแน่นจนหน่วยประมวลผลทำงานไม่ทัน

แต่พอลองนั่งค่อยๆ นึก ลำดับเหตุการณ์ดูเรื่อยๆ เรื่องราวมากมายก็จริงแต่กลับไม่มีอะไรหวือหวา ถ้าเป็นบทเพลงก็คงเทียบได้กับทำนองสบายๆ ไม่กระแทกกระทั้นจนหัวสั่นหัวคลอน และไม่เอื่อยเอื้อนรันทดจนต้องครวญเพลงถามฟ้าว่า...ทำไมถึงทำกับฉันได้...?

โชคดีที่ชีวิตเลือกเดินทางสายกลางด้วยตัวมันเอง

ชีวิตเลือกสรรให้หลายอย่าง กับอีกหลายอย่างที่ความต้องการของตนเองเลือกสรร ทำให้บางครั้งคลับคล้ายว่าฉันมั่นคงในความรู้สึกสำหรับบางสิ่ง แต่อีกบางครั้งก็คล้ายตัวเองกำลังลอยเท้งเต้งอยู่กลางสูญญากาศของจักรวาล ไม่มีพื้นผิว ไม่มีขอบเขต มีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าอันหาที่สุดมิได้

สงบ มั่นคง กับ เปลี่ยวร้าง เดียวดาย

สองความรู้สึกสลับหมุนเวียนกันเข้ามาทักทายเรือนใจ จนสงสัยว่าสิ่งไหนกันแน่คือความจริง สิ่งไหนเป็นเพียงมายาภาพที่จินตนาการรังสรรค์?

แต่ไม่ว่าจะยังไงฉันก็ยังย่ำไปบนหนทางที่ความต้องการเป็นผู้เลือก แม้จะสับสน มึนงง และไม่แน่นอนในทุกสิ่ง แต่จะหวั่นไปไยเมื่อชีวิตไม่เคยมีอะไรแน่นอน และแม้จะไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะที่ผ่านมาฉันก็ไม่เคยมั่นใจในอะไรสักอย่าง ถึงกระนั้นฉันก็ยังย่ำเดินมาจนถึงวันนี้

จะหนักหนาอะไรนักหนา หากรู้สึกว่าชีวิตมันช่างแย่สิ้นดี ก็แค่หลับตา บอกตัวเองเบาๆ ว่า "ช่างมัน" ก็เท่านั้น...


12 ธันวาฯ 2552
อพาร์ตเม้นต์ ดินแดง


‘น็อนจัง’ เดินทางเฉียดพันกิโลเมตรจากทะเลสาบสงขลามาถึงห้องพัก 510 ดินแดง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2552 เวลา 22.45 น. ด้วยเมตตาจิตจากกัลยาณมิตรนาม ‘ธุลีดิน’

วินาทีแรกทีสบตากับ ‘น็อนจัง’ คงมิอาจกล่าวความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษรได้ทั้งหมด นอกจากจะบอกว่าทุกความรู้สึกแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกระจ่าง

ฉันใช้เวลาทำความรู้จักกับ ‘เด็กหญิงน็อนจัง’ และ ‘ค็อง’ ลูกสุนัขจิ้งจอกเพื่อนใหม่ของเธอไม่นาน มิตรภาพงดงามทำให้ฉันซึมซับโลกบริสุทธิ์อีกใบ แท้จริงมันเป็นโลกที่ฉันเคยมีเมื่อในอดีต แต่ฉันทอดทิ้งมันมาจนไม่อาจย้อนเวลากลับไปนับได้ว่านานแค่ไหนกัน ที่ฉันหลงลืม และปล่อยให้สิ่งดีๆ เหล่านั้นหลุดลอยไปจากชีวิต

ทุ่งหญ้าเขียวไสวกับทุ่งนาเหลืองอร่าม คงให้ความรู้สึกไม่ต่างกันนักกับผู้เฝ้าสัมผัสกลิ่นอาย สิ่งที่ธรรมชาติเอื้อเฟื้อผู้อิงแอบคือ สุข สงบ และปลอดโปร่ง ความไร้เดียงสาแห่งวัยเยาว์คล้ายภาพงดงามของหมู่ผีเสื้อในทุ่งดอกไม้ สดใส และเริงร่า ไม่ว่ามองจากมุมไหนล้วนทำให้หัวใจอ่อนละมุน แม้คนที่หัวใจแข็งกระด้างดุจหินผา เชื่อแน่ว่ายังมีบางซอกมุมให้ความละมุนนั้นคลี่คลุมใจ ถึงเจ้าตัวจะปฏิเสธ แต่ใครเลยจะรู้ บางครั้งมนุษย์ก็หาได้พูดในสิ่งที่ตรงกับใจ

มิตรภาพงดงามทุกที่ที่มันผลิบานและดำรงอยู่ เพราะมันเกิดมาจากมือที่พร้อมสำหรับการให้ และได้รับการเอาใจใส่จากดวงใจบริสุทธิ์

‘น็อนจัง’ บอกให้ฉันรู้ว่า ‘มิตรภาพเกิดขึ้นง่ายดาย’ แค่รู้จักคำว่า ‘ให้’ เหมือนความจริงใจที่เธอให้ ‘ค็อง’ เหมือนความไว้เนื้อเชื่อใจที่ ‘ค็อง’ ให้เธอ และเหมือน...หนังสือดีๆ ที่ ‘กัลยามิตร’ ให้ฉัน รวมทั้งเหมือนหนังสือดีๆ เล่มเดียวกันนี้ที่ฉันจะให้มันเดินทางต่อไปเพื่อบอกเล่าเรื่องราวงดงามผ่านตัวอักษรให้คนอีกมากมายได้รับรู้

‘น็อนจัง’ เดินทางจากห้องพัก 510 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 สู่แฟลตเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของเด็กสาวร่าเริงผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ฉันหวังว่าเธอจะมีความสุขกับการได้ทำความรู้จักกับ ‘น็อนจัง’ และ ‘ค็อง’ ลูกสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย


สายลม
ห้องเช่า 510 ดินแดง


@ หนังสือเดินทาง : น็อนจัง









อีกวันที่ฉันมาขลุกอยู่ในห้องนี้ ห้องแสนคุ้นเคย คล้ายมันเป็นอีกห้องของฉันไปเสียแล้ว จำไม่ได้ว่าถือกุญแจอีกชุดหนึ่งของห้องนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จำได้ว่าตั้งแต่นั้นมา ฉันต้องหาเวลามาห้องนี้อาทิตย์ละครั้ง

กับบรรยากาศร่มรื่น สดชื่น สงบเงียบ เย็นสบายด้วยสายลมพัดผ่าน นกน้อยแวะมาร้องเพลงให้ฟังในบางห้วงยาม บ้างจับคู่จู๋จี๋กันเอง บางครั้งอาจเจี๊ยวจ๊าวด้วยประชากรนกที่เกาะกลุ่มกันหลายตัว ทำให้เห็นความมีชีวิตชีวาในมุมเล็กๆ อีกมุมหนึ่ง

ทุกครั้งที่ตั้งใจมายังจุดหมายแห่งนี้ ฉันมักมีโปรแกรมในหัวเสียดิบดี แน่นอนว่ามันก็ไม่พ้นไปจากเขียนนิยาย ไม่ก็อ่านหนังสือ แต่ใครเลยจะรู้ว่าทุกครั้งที่มา ฉันไม่เคยอ่านหนังสือจบเล่ม และเขียนนิยายได้ไม่เคยเกิน 5 หน้ากระดาษ ทั้งที่อยู่ห้องตัวเองท่ามสรรพเสียงสารพันรายล้อม ฉันเคยเขียนได้ถึง 15 หน้าในหนึ่งวัน

อาจเพราะความสดชื่นเกินไป สงบเกินไป เย็นสบายเกินไป หรือรื่นรมย์เกินไปก็ไม่แน่ แต่ถึงกระนั้นฉันก็ยังแวะมาทุกสัปดาห์

เจ้าของห้องเคยบอกว่าช่วงหน้าฝนจะได้ยินเสียงกบเสียงเขียดร้องกันระงม ชวนให้นึกถึงบรรยากาศบ้านทุ่งดีแท้ ฉันอยากลองสัมผัสกลิ่นอายแบบนั้นในซอกมุมของเมืองใหญ่แบบนี้ดูบ้าง จินตนาการได้เลยว่ามันจะเป็นยังไง และทุกครั้งที่คิดความรู้สึกฉันจะฟองฟูเหมือนลูกโป่งที่บวมลมอยู่ภายใน

ฉันเคยอยู่ในห้องนี้ขณะฝนตกหลายครั้ง กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ขณะนั้นฉันอยู่คนเดียว และแน่นอนว่าฉันจะหยุดทุกกิจกรรมเพื่อไปนั่งมองสายฝนอยู่ตรงประตูริมระเบียง ริ้วฝนหล่นลงเป็นม่านไม่ขาดสาย ตกลงกระทบหลังคาคล้ายเสียงดนตรีในดินแดนลี้ลับที่มีเพียงศานติสุขเท่านั้นสำหรับผู้เหยียบย่างเข้าไปคอยกล่อมประโลม

ละอองฝนที่ผ่านเข้ามาห้อมล้อมรอบกาย คล้ายเพื่อนเก่าโอบกอดด้วยอ้อมแขนคุ้นเคย

ครั้งหนึ่งฉันเคยอยู่ในห้องนี้กับเจ้าของห้องในวันที่ฝนโปรยปรายช่วงเย็นโพล้เพล้ พระอาทิตย์จวนเจียนจะลับขอบฟ้าเต็มที ฉันมองไม่เห็นขอบฟ้าหรอก ในเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงเสียดฟ้ารายล้อมอยู่แบบนี้ จะมีช่องว่างพอให้เห็นขอบฟ้าได้อย่างไร แต่แสงสว่างรำไรรอบกายขณะนั้นทำให้คาดเดาห้วงเวลาได้ไม่ยากนัก

กับสายฝนที่สาดซ่าอยู่เบื้องนอก และเสียงเพลงสบายๆ ที่คลออยู่ในห้องท่ามกลางแสงนีออนสว่างจ้า กับกลิ่นหอมกรุ่นของมาม่าร้อนๆ เสียงพูดคุยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่มาพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเราสองคน มันไม่ใช่สิ่งดียิ่งใหญ่อะไรในชีวิต แต่มันเป็นสิ่งดีเล็กๆ ที่ทำให้ห้วงความทรงจำขณะหนึ่งมีค่าเกินประมาณ

มีคนไม่กี่คนในโลกกว้างใหญ่นี้ที่เรายินดีสื่อสารด้วยหัวใจ หนึ่งในไม่กี่คนของฉันมีเธอรวมอยู่ด้วย เจ้าของพักหมายเลข 304 ห้าปีกว่าในความสัมพันธ์ของเราฉันไม่อาจบอกได้ว่าแสนสั้นหรือยาวนาน เหนียวแน่นหรือเปราะบาง แต่หากไม่นับคนในครอบครัว เธอคือคนแรกที่ฉันจะนึกถึงเมื่อไม่สบายใจ ถ้านั่นหมายความว่าเธอเป็นคนพิเศษของฉัน ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ฉันจะปฏิเสธ

ฟ้าครึ้มมาอีกแล้ว อีกไม่นานฝนคงตก แม้ฉันจะยังไม่ได้ยินเสียงกบเสียงเขียดร้องกันระงมอย่างที่เธอเคยบอก แต่ยามฝนตกอากาศเย็นแบบนี้ได้นึกถึงเรื่องอุ่นหัวใจก็ดีไม่น้อย


ด้วยรัก
ห้องพัก 304 ประชาสงเคราะห์ 23
07/09/52

เปิดประตูเข้าห้องที่คุ้นเคย ทุกอย่างยังอยู่ในที่ทางของมันเหมือนก่อนฉันออกจากห้องในตอนเช้า ชุดนอนที่ใส่เมื่อคืนยังแขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ารอฉันกลับไปใส่อีกในคืนนี้ โน้ตบุ๊กของเพื่อนยังวางอยู่บนเตียงตำแหน่งที่เธอเคยนอน หนังสือซึ่งอ่านค้างไว้คืนก่อนๆ ยังซุกตัวอยู่ระหว่างซอกหมอนคล้ายมันจะมีความสุขที่ได้ซุกอยู่ตรงนั้น ผ้าขนหนูยังแขวนเล่นลมไปมาอยู่ริมระเบียง

นาฬิกาบนฝาผนังส่งเสียงต๊อกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนหน้าที่ของมันไม่มีสิ้นสุด วินาทีแล้ววินาทีเล่า รอบแล้วรอบเล่า อาจมีบางครั้งฉันเคยนึกรำคาญ แต่ตอนนี้มันกลับเป็นเพื่อนที่น่ารักที่สุด

เข้าคืนที่สองแล้วที่ฉันต้องนอนคนเดียว ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมากนัก ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก่อนหน้าที่ฉันจะเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน และพรุ่งนี้ไม่มีงานรออยู่ ราตรีนี้คงยาวนานจนหยดสุดท้ายที่ฉันจะเก็บเกี่ยวไว้ แต่เมื่อตั้งใจเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยน ตีหนึ่งคือเวลาที่ฉันเข้านอนพร้อมทีวีที่ส่งเสียงดังอยู่เป็นเพื่อน และดวงไฟนีออนบนเพดานยังสว่างโร่ จนเมื่อตีสองเสียงของเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังแว่วมาเข้าหูด้วยความรู้สึกสะลืมสะลือ

ฉันลุกมาดับไฟตอนหกโมงเช้าและกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง เมื่อยังเหลือเวลานอนอีกสองชั่วโมงก็ไม่รู้จะรีบตื่นมาทำไม

เสียงนาฬิกาปลุกเรียกเมื่อเวลาแปดโมง เวลาที่ฉันสมควรอำลาเตียงนอนอันแสนอบอุ่น ลุกขึ้นมาเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน รดน้ำต้นไม้ริมระเบียง ต้นไม้ที่แม่ฝากไว้เมื่อห้าหกเดือนก่อนเพราะเอากลับบ้านไปด้วยไม่ได้เจริญเติบโตเขียวชอุ่มเกินหน้าเกินตาต้นไม้อัปลักษณ์ของเพื่อนรักร่วมห้อง ทั้งที่คนรดน้ำก็คนเดียวกัน น้ำที่ใช้รดก็มาจากที่เดียวกัน คนรดประจำไม่เคยแสดงท่าทีประหลาดใจใดๆ ให้เห็น แต่ทุกครั้งที่มานั่งมองฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไม?

กลับมานอนอ่านหนังสืออีกสักพักก็ได้เวลาน้ำเดือด ฉันชอบฟังเสียงน้ำในกระติกเต้นไปตามอุณหภูมิองศาที่เพิ่มขึ้นก่อนไฟสีส้มสดใสจะเปลี่ยนสถานะไปอยู่ในปุ่ม keep warm มันเหมือนเสียงฝนหลงฤดูตกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวนอกระเบียง

ลุกไปเปิดน้ำร้อนละลายยาสมุนไพรที่หลวงพ่อให้มาเมื่อกลับไปเยี่ยมบ้านครั้งล่าสุด เป็นยาแก้โรคอะไรฉันก็ไม่รู้ หลวงพ่อบอกว่าเป็นยาจากมาเลย์ทำมาจากว่านหายากชนิดหนึ่ง ท่านบอกชื่อมาด้วยแต่ฉันไม่ได้ใส่ใจจดจำ ฉันหวังเพียงบำรุงร่างกายให้เลือดลมสมบูรณ์ ก็ไม่รู้หรอกนะว่าตัวฉันเป็นโรคอะไรบ้าง แต่ฉันรู้สึกว่าร่างกายฉันย่ำแย่เต็มที ผลของการใช้ชีวิตผิดสุขลักษณะมาหลายปีดีดัก บวกกับการนั่งดมกลิ่นควันบุหรี่ในร้านอินเทอร์เน็ตมาหลายเดือน ตอนนี้ฉันเลิกเข้าร้านอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ภูมิแพ้ที่เพิ่งสำแดงอาการก็ดูเหมือนจะทุเลาลง

บางทีฉันก็รู้สึกดีที่รู้ตัวว่าตนเองไม่สบาย เพราะคนที่รักฉันแสดงความห่วงใยจนฉันอบอุ่น พี่ชายโทรมาถามถึงสุขภาพร่างกายฉันเสมอ และจบลงด้วยประโยคที่ได้ยินเจนหูว่า “อย่านอนดึกนะ ดูแลตัวเองดีๆ” ประโยคธรรมดา ง่ายๆ แต่น้ำเสียงห่วงใยที่มาพร้อมกันนั้นทำให้ฉันอบอุ่นใจไปทั้งวัน แม่ก็เหมือนกัน หลายเดือนมานี้ทุกครั้งที่คุยโทรศัพท์ แม่มักหลีกเลี่ยงเรื่องที่จะทำให้ฉันไม่สบายใจ ทุกครั้งที่วางสายจากแม่ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแก้วบางล้ำค่าที่แม่จะไม่มีวันยอมให้ปริร้าว

การเป็นที่รักมันวิเศษอย่างนี้

คงมีสักวันที่ฉันจะทำให้คนที่รักฉันภูมิใจในตัวฉันได้บ้าง

ได้เวลาอาบน้ำแล้วมานอนอาบแสงนีออนให้เสียงทีวีกล่อมนอนอีกคืนแล้วล่ะ

ราตรีสวัสดิ์
๘ สิงหาฯ ๒๕๕๒
๒๓.๓๕ ห้องพัก ๕๑๐ ดินแดง

ฟ้าเบื้องบนมืดทะมึนด้วยเมฆฝน ฉันเร่งฝีเท้าออกนอกอาคารขณะที่ความคิดจดจ่อกับโทรศัพท์ในมือ ภาวนาให้ปลายสายตอบรับเสียทีแทนที่จะเป็นเพียงสัญญาณรุมเร้าจิตใจอย่างที่เป็นอยู่ สองข้างทางผู้คนจับกลุ่มพูดคุยเป็นระยะ ฉันไม่สนใจว่าจะมีใครหันมามองบ้าง และไม่สนใจแม้แต่จะยิ้มตอบรอยยิ้มมิตรภาพที่ทักทายมา มันไม่ดีเลยกับการกระทำแบบนี้ แต่อารมณ์ที่กำลังประสบทำให้ฉันไม่อยากใส่ใจกับเรื่องรอบตัวเลยจริงๆ

สัญญาณปลายสายดับไปแล้ว ฉันกดโทรออกเบอร์เดิมอีกครั้งโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด ไม่กี่อึดใจก็ได้ยินเสียงที่รอคอย

“กำลังนั่งรออยู่”

ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ผ่านมาตามสาย ทำให้ฉันเหลียวมองรอบตัว

...ใช่...เขานั่งรออยู่...ตรงนั้น...คนเดียว...

เพียงแวบแรกที่เห็น ก้อนความรู้สึกต่างๆขึ้นมาจุกตรงลำคอ ขอบตาร้อนผ่าว ท้องฟ้าอึมครึมภายนอกไม่เท่ากับความมืดครึ้มในใจฉันขณะนี้

อะไรกันที่ทำให้เขามา?

แน่ละ อันดับแรกคือความผิดพลาดในการสื่อสาร แต่สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในนั้นคือความผูกพัน ห่วงใย ใช่ไหม?

นานทีเดียวกว่าฉันจะข่มความรู้สึก ก้าวเท้าเข้าไปหาเขา

สองสามประโยคแรกของการเริ่มต้นสนทนาฉันต้องเสมองไปทางอื่น เพียงเพราะฉันไม่กล้าพอจะมองเห็นความผิดหวังในแววตาคู่นั้น แต่เพียงแวบเดียวที่ปัดสายตาผ่าน ฉันกลับมองเห็น และความรู้สึกที่ข่มไว้เมื่อครู่ก็ถั่งโถมเข้ามาอีกระลอก หนักหนาสาหัสกว่ามากมายนักจนฉันแทบรั้งน้ำตาไว้ไม่ไหว จำต้องเปลี่ยนเรื่องและแสร้งยิ้มกลบความรู้สึก ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ารอยยิ้มนั้นมันฝืดเฝือสิ้นดี

เกือบครึ่งชั่วโมงที่เรานั่งคุยกัน มันน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่อยากชดเชยให้เขา แต่ความห่วงใยในอีกคนซึ่งรออยู่เบื้องหลังทำให้ฉันไม่สามารถยืดเวลาออกไปได้อีก

เราแยกกันเมื่อเมฆฝนตั้งเค้าเมื่อครู่เริ่มสลายตัวพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆทอลอดลงมา แต่ในใจฉันกลับเยียบเย็นจนลำแสงอ่อนอุ่นนั้นไม่สามารถทอผ่านเข้าไปคลี่คลายได้เลย

เดินแยกมาได้ระยะหนึ่ง ฉันหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง แล้วน้ำตาหยดแรกก็รินไหล

ไม่นานหรอกเราจะพบกันอีก ในความรู้สึกงดงามกว่านี้...อีกไม่นาน...

๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒
๑๖.๓๐ น.

ข้างนอกฝนยังตกพรำๆ ได้ยินเสียงฟ้าร้องเป็นระยะสลับด้วยฟ้าแลบแปลบปลาบ คืนนี้อากาศคงเย็นสบายหลังจากที่ร้อนมาหลายคืน

ฝนตกมากว่าชั่วโมงแล้ว ตั้งแต่ฉันยังอยู่ที่ทำงาน ทันทีที่รู้ว่าฝนตกฉันยิ้มออกมาพร้อมด้วยประโยค
“ดีจัง คืนนี้ต้องนอนหลับสบายแน่เลย”
“ก่อนจะบอกว่าดีจัง มาคิดกันก่อนดีกว่ามั้ยว่าจะกลับยังไง?” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งขัดขึ้น แต่ฉันไม่ได้กังวลเรื่องนั้น ขอแค่ฝนตก จะกลับที่พักยังไงไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องขบคิด ฉันยินดีเดินไปท่ามสายฝนกระหน่ำด้วยความสุขใจ

โชคดีที่เรามีร่มสองคันสำหรับสี่คน แน่นอน ฉันต้องคู่กับเพื่อนรัก เราเดินไปพร้อมพูดคุยแข่งเสียงสายฝน ร่มคันน้อยไม่เพียงพอสำหรับการเบียดกายของสองคน ฉันเปียกครึ่งนึงเธอเปียกครึ่งนึงแต่ไม่มีใครอนาทร

ฉันแวะส่งเธอที่ป้ายรถเมล์เหมือนเช่นทุกครั้ง บอกให้เธอเป็นคนเอาร่มไป แต่เธอปฏิเสธไม่มีเหตุผลใดมากไปกว่าเธอเป็นห่วงฉันเท่ากับที่ฉันเป็นห่วงเธอ

หลังจากเธอขึ้นรถเมล์ไปแล้วฉันจึงผลุบเข้าอพาร์ตเม้นต์ กระเป๋าสะพายโดนฝนจนเปียกโชกไปทั้งใบในนั้นมีหนังสือที่เพิ่งซื้อมาเมื่อสามวันก่อนอยู่ด้วย แม้กระเป๋าจะเป็นแบบกันน้ำแต่ก็อดห่วงหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ เริ่มหายใจโล่งขึ้นเมื่อเปิดดูภายในพบว่าข้าวของทุกอย่างยังปกติดีอยู่

จัดการเททุกอย่างในกระเป๋าออกมา เช็ดจนแห้งดีจึงผึ่งพัดลมไว้อีกที กับกระเป๋าใบโปรดฉันต้องทะนุถนอมอย่างดีที่สุด

อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ตรวจดูกระเป๋าอีกครั้งเมื่อมั่นใจว่าแห้งสนิทจึงเก็บข้าวของใส่ไว้เหมือนเดิม ก่อนจะคว้าสมุดดินสอมาเอนตัวลงนอนยังที่ของตน อยากเขียนอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะเขียนอะไรดี ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อกลางวันว่าก่อนนอนคืนนี้จะเขียนเรื่องสั้น แต่เสียงฟ้าร้องครืนๆข้างนอกทำให้ฉันไม่กล้าเปิดคอมพิวเตอร์ และถึงแม้จะเปิดได้จริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลั่นประโยคแรกออกมาได้หรือเปล่า หลายสิ่งหลายอย่างพิสูจน์มาแล้ว ในความคิดทุกอย่างง่ายเสมอ ลงมือกระทำนั่นสิยากแสนยาก และน้อยเท่าน้อยที่จะได้ดั่งใจวาดหวัง ...แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

นึกอยากเขียนกลอนอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเค้นวรรคแรกมาแล้วทั้งวันกลับไม่ได้อะไร ก็ไม่รู้จะเอาวรรคต่อไปมาจากไหน

จดๆจ้องๆจะเขียนจดหมายไปหาเพื่อนแดนไกล กลับไม่มีเรื่องอะไรจะเล่า ก็ได้แต่จดๆจ้องๆอยู่อย่างนั้น

และเมื่อเขียนเรื่องสั้นไม่ได้ เขียนกลอนไม่ออกไม่มีอะไรจะเล่าในจดหมายให้เพื่อนแดนไกลได้รับรู้ แต่อารมณ์อยากเขียนยังไม่ผ่อนคลายก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าบันทึกสักหน้ากระดาษ

นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันไม่ได้เขียนบันทึกอารมณ์ความรู้สึกหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ไม่อยากจะนึกย้อนเพื่อตอกย้ำความไร้วินัยของตนเอง หลายครั้งที่คิดว่าฉันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ก็อีกนั่นแหละเมื่อไม่ได้กระทำจะเอาสิ่งดีนั้นมาจากไหน

หลายครั้งอีกเหมือนกันที่ฉันเริ่มต้น แต่ไม่มีก้าวต่อติดตามมา สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นจึงเคว้งคว้างไร้แก่นสาร หวังว่าบันทึกฉบับนี้จะไม่เป็นอย่างนั้น ขอเถิดนะ ให้ครั้งใดก็ตามที่ฉันกลับมาอ่านบันทึกฉบับนี้ ความรู้สึกขณะเขียนจะยังคงอวลอยู่ในทุกตัวอักษรไม่สร่างซา

นอกระเบียงฝนหยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เลย แต่เมื่อก่อนนอนได้ฟังเพลงสายฝนแบบนี้ คืนนี้ฉันคงนอนหลับฝันดี

ราตรีสวัสดิ์
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒
๐๐.๔๐ น.