ฟ้าเบื้องบนมืดทะมึนด้วยเมฆฝน ฉันเร่งฝีเท้าออกนอกอาคารขณะที่ความคิดจดจ่อกับโทรศัพท์ในมือ ภาวนาให้ปลายสายตอบรับเสียทีแทนที่จะเป็นเพียงสัญญาณรุมเร้าจิตใจอย่างที่เป็นอยู่ สองข้างทางผู้คนจับกลุ่มพูดคุยเป็นระยะ ฉันไม่สนใจว่าจะมีใครหันมามองบ้าง และไม่สนใจแม้แต่จะยิ้มตอบรอยยิ้มมิตรภาพที่ทักทายมา มันไม่ดีเลยกับการกระทำแบบนี้ แต่อารมณ์ที่กำลังประสบทำให้ฉันไม่อยากใส่ใจกับเรื่องรอบตัวเลยจริงๆ

สัญญาณปลายสายดับไปแล้ว ฉันกดโทรออกเบอร์เดิมอีกครั้งโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด ไม่กี่อึดใจก็ได้ยินเสียงที่รอคอย

“กำลังนั่งรออยู่”

ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ผ่านมาตามสาย ทำให้ฉันเหลียวมองรอบตัว

...ใช่...เขานั่งรออยู่...ตรงนั้น...คนเดียว...

เพียงแวบแรกที่เห็น ก้อนความรู้สึกต่างๆขึ้นมาจุกตรงลำคอ ขอบตาร้อนผ่าว ท้องฟ้าอึมครึมภายนอกไม่เท่ากับความมืดครึ้มในใจฉันขณะนี้

อะไรกันที่ทำให้เขามา?

แน่ละ อันดับแรกคือความผิดพลาดในการสื่อสาร แต่สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในนั้นคือความผูกพัน ห่วงใย ใช่ไหม?

นานทีเดียวกว่าฉันจะข่มความรู้สึก ก้าวเท้าเข้าไปหาเขา

สองสามประโยคแรกของการเริ่มต้นสนทนาฉันต้องเสมองไปทางอื่น เพียงเพราะฉันไม่กล้าพอจะมองเห็นความผิดหวังในแววตาคู่นั้น แต่เพียงแวบเดียวที่ปัดสายตาผ่าน ฉันกลับมองเห็น และความรู้สึกที่ข่มไว้เมื่อครู่ก็ถั่งโถมเข้ามาอีกระลอก หนักหนาสาหัสกว่ามากมายนักจนฉันแทบรั้งน้ำตาไว้ไม่ไหว จำต้องเปลี่ยนเรื่องและแสร้งยิ้มกลบความรู้สึก ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ารอยยิ้มนั้นมันฝืดเฝือสิ้นดี

เกือบครึ่งชั่วโมงที่เรานั่งคุยกัน มันน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่อยากชดเชยให้เขา แต่ความห่วงใยในอีกคนซึ่งรออยู่เบื้องหลังทำให้ฉันไม่สามารถยืดเวลาออกไปได้อีก

เราแยกกันเมื่อเมฆฝนตั้งเค้าเมื่อครู่เริ่มสลายตัวพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆทอลอดลงมา แต่ในใจฉันกลับเยียบเย็นจนลำแสงอ่อนอุ่นนั้นไม่สามารถทอผ่านเข้าไปคลี่คลายได้เลย

เดินแยกมาได้ระยะหนึ่ง ฉันหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง แล้วน้ำตาหยดแรกก็รินไหล

ไม่นานหรอกเราจะพบกันอีก ในความรู้สึกงดงามกว่านี้...อีกไม่นาน...

๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒
๑๖.๓๐ น.

ในเรื่องราว:
0 Responses

แสดงความคิดเห็น